Site Loader

มหาวิทยาลัยในเอเชียกำลังปรับรูปแบบการประเมินผลอย่างไร เพื่อรับมือกับการใช้ AI?

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Generative AI เช่น ChatGPT ได้เข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็วในชีวิตการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยในเอเชีย ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต้องกลับมาทบทวนคำถามสำคัญว่า เราควรประเมินความรู้และความสามารถของนักศึกษาอย่างไร ในยุคที่ AI สามารถช่วยเขียน วิเคราะห์ สรุปข้อมูล และแก้ปัญหาได้?”

มหาวิทยาลัยในเอเชียไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเลือกวิธี “ห้ามใช้ AI ทั้งหมด” อีกต่อไป แต่กำลังปรับระบบการประเมินไปใน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การออกแบบงานประเมินรูปแบบใหม่ที่ลดการพึ่งพา AI อย่างไม่เหมาะสม (AI-resistant assessment) และ การออกแบบงานที่ให้นักศึกษาใช้ AI อย่างมีเป้าหมายและมีความรับผิดชอบ (AI-integrated assessment)

ขณะเดียวกัน หลายมหาวิทยาลัยเริ่มทดลองใช้ AI ช่วยตรวจและให้คะแนนงาน แต่ยังคงกำหนดให้มนุษย์ โดยเฉพาะอาจารย์ เป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อรักษาความถูกต้อง ความยุติธรรม และความโปร่งใสในการประเมินผล

1. การออกแบบงานประเมินรูปแบบใหม่

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ มหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังลดการพึ่งพาการสอบหรือการบ้านแบบเดิม เช่น เรียงความหรือรายงานที่นักศึกษาสามารถทำที่บ้านได้ทั้งหมด เพราะงานประเภทนี้อาจเปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ AI สร้างคำตอบโดยที่อาจารย์ไม่สามารถเห็นกระบวนการคิดที่แท้จริงได้

มหาวิทยาลัยจึงหันมาใช้การประเมินที่ให้นักศึกษา แสดงความเข้าใจด้วยตนเองแบบเรียลไทม์ หรือภายใต้การควบคุมที่เหมาะสมมากขึ้น

การสอบในชั้นเรียนและการสอบแบบมีผู้ควบคุม

ตัวอย่างเช่น Yong Pung How School of Law ในสิงคโปร์กำลังเพิ่มการสอบแบบเปิดหนังสือบางส่วนและการสอบแบบปิดหนังสือสำหรับวิชาหลัก รวมถึงเพิ่มการทำแบบทดสอบในชั้นเรียน การตอบคำถามด้วยวาจา และการอภิปราย

ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ทุกวิชาหลักจะต้องมีกิจกรรมอย่างน้อยหนึ่งกิจกรรมที่เรียกว่า “AI-resistant activity” หรือกิจกรรมที่ออกแบบให้ต้องใช้การวิเคราะห์และการให้เหตุผลในระดับที่ AI ไม่สามารถทำแทนนักศึกษาได้ทั้งหมด

แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้ต้องการเพียงรู้ว่า “คำตอบคืออะไร” แต่ต้องการรู้ว่า นักศึกษาสามารถคิดและอธิบายเหตุผลของตนเองได้หรือไม่

การสอบปากเปล่าและการแก้ปัญหาแบบสด

มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียมีแนวโน้มเพิ่มการสอบปากเปล่า (oral defence) การแก้ปัญหาแบบสด และการนำเสนอผลงานที่ให้นักศึกษาอธิบายกระบวนการทำงานของตนเอง

ตัวอย่างเช่น นักศึกษาอาจได้รับคำตอบที่สร้างโดย AI แล้วถูกขอให้ ตรวจสอบว่าคำตอบนั้นถูกต้องหรือไม่ ระบุข้อผิดพลาด และอธิบายว่าจะปรับปรุงอย่างไร

วิธีนี้เปลี่ยนจุดเน้นจาก

นักศึกษาสร้างผลงานอะไร?”

ไปสู่

นักศึกษาเข้าใจสิ่งที่สร้างขึ้นมากน้อยเพียงใด และสามารถตรวจสอบ AI ได้หรือไม่?”

การออกแบบงานที่บูรณาการ AI

ในทางกลับกัน บางมหาวิทยาลัยไม่ได้ห้าม AI แต่กำหนดให้นักศึกษาใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เช่น ให้นักศึกษาใช้ AI ช่วยสร้างร่างแรก จากนั้นต้องบันทึกและอธิบายว่าแก้ไขส่วนใด เพราะเหตุใด หรือให้นักศึกษาสร้าง AI agent และประเมินประสิทธิภาพของ AI ดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น Nanyang Technological University (NTU) ในสิงคโปร์กำหนดให้ AI literacy เป็นทักษะที่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ต้องเรียนรู้ และตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2026 นักศึกษาจะได้รับการประเมินความสามารถในการสร้างและบริหารจัดการ AI agents โดยใช้เครื่องมือระดับองค์กร

แนวทางดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า นักศึกษาในอนาคตไม่ควรเป็นเพียง “ผู้ใช้ AI” แต่ควรเป็น ผู้ที่เข้าใจ ควบคุม ตรวจสอบ และใช้ AI อย่างรับผิดชอบ

2. การกำหนดกติกาการใช้ AI ในงานส่ง

การเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยเริ่มกำหนดให้นักศึกษาระบุอย่างชัดเจนว่า ใช้ AI หรือไม่ ใช้เครื่องมืออะไร และใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ใด

การประกาศการใช้ AI

นโยบายของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเอเชียกำหนดให้นักศึกษาต้องเปิดเผยการใช้ AI ในงาน เช่น ระบุชื่อเครื่องมือ AI วัตถุประสงค์ในการใช้ และระดับการมีส่วนร่วมของ AI

ตัวอย่างเช่น นักศึกษาอาจระบุว่าใช้ AI เพื่อระดมความคิด ตรวจสอบไวยากรณ์ หรือช่วยสร้างโครงร่าง แต่เนื้อหาสุดท้ายได้รับการตรวจสอบและปรับปรุงโดยนักศึกษาเอง

แนวคิดสำคัญคือ การใช้ AI ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทุจริตโดยอัตโนมัติ แต่สิ่งสำคัญคือ นักศึกษาต้องใช้ AI ตามกติกา เปิดเผยการใช้งาน และสามารถรับผิดชอบต่อผลงานของตนเองได้

3. “พื้นที่ห้ามใช้ AI” และ งานที่ต้องใช้ AI”

มหาวิทยาลัยบางแห่งกำลังใช้แนวทางแบบสองทางควบคู่กัน

AI-free zone คือ การประเมินที่ห้ามใช้ AI เพื่อทดสอบทักษะพื้นฐานของนักศึกษา เช่น การเขียน การคิดวิเคราะห์ การคำนวณ หรือการเขียนโปรแกรมด้วยตนเอง

ในขณะที่ AI-required task คือ งานที่กำหนดให้นักศึกษาใช้ AI และประเมินว่านักศึกษาสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีวิจารณญาณหรือไม่

แนวทางนี้มีข้อดี เพราะช่วยรักษาทักษะพื้นฐานของมนุษย์ ขณะเดียวกันก็เตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานที่ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ

4. การนำ AI มาใช้ช่วยตรวจและให้คะแนน

นอกจากการปรับรูปแบบข้อสอบแล้ว มหาวิทยาลัยบางแห่งในเอเชียกำลังทดลองใช้ AI ช่วยตรวจงาน โดยเฉพาะงานเขียนและข้อสอบที่มีนักศึกษาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญคือ AI ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินคะแนนเพียงลำพัง

สิงคโปร์: AI ช่วยตรวจ แต่คนยังเป็นผู้ตัดสินใจ

สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทดลองใช้ AI ในการประเมินผลการศึกษาอย่างจริงจัง

มหาวิทยาลัย เช่น NUS, NTU, SUTD และ SIT อนุญาตให้อาจารย์ใช้ AI ช่วยตรวจงานที่มีผลต่อคะแนนปลายภาคได้ในบางกรณี แต่กำหนดว่า คะแนนที่ AI สร้างขึ้นต้องได้รับการตรวจสอบโดยอาจารย์ และนักศึกษาต้องได้รับแจ้งเมื่อมีการใช้ AI ในการประเมิน

NUS มีแนวทางที่เข้มงวด โดยอนุญาตให้ใช้ AI ตรวจงานเฉพาะเครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบความแม่นยำและได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีการนำไปใช้กับการประเมินเรียงความภาษาอังกฤษบางประเภท โดย AI ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจเพิ่มเติม และอาจารย์จะตรวจสอบผลลัพธ์ โดยเฉพาะกรณีที่คะแนนอยู่ในช่วงก้ำกึ่ง

ในทางกลับกัน SMU และ SUSS ไม่อนุญาตให้ AI เป็นผู้ให้คะแนนการประเมินแบบมีผลต่อคะแนนสุดท้าย เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นธรรม โดย SMU อนุญาตให้ใช้ AI เพื่อให้ feedback ในงานที่มีความเสี่ยงต่ำหรือเพื่อทดลองด้านการเรียนการสอน แต่ไม่ให้ AI เป็นผู้ตัดสินคะแนนสุดท้าย

กระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ยังเน้นว่า หากใช้ AI ช่วยให้คะแนน เครื่องมือดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ อาจารย์ต้องยังคงมีส่วนร่วมในกระบวนการ และต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อคะแนนสุดท้าย นักศึกษาควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ AI และเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน

5. เกาหลีใต้: ใช้ AI เพื่อปฏิรูประบบการสอบ

เกาหลีใต้กำลังนำ AI เข้ามาใช้ควบคู่กับการเปลี่ยนจากการสอบแบบปรนัยไปสู่การประเมินแบบเขียนคำตอบมากขึ้น

สำนักงานการศึกษาของกรุงโซล ปูซาน และอินชอนร่วมกันดำเนินระบบ “Chaeum AI” สำหรับตรวจเรียงความและคำตอบแบบเขียน โดยมีความแม่นยำในระดับที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการประเมินได้ ขณะที่จังหวัดคยองกีได้พัฒนาระบบ “Hi-Learning AI Essay and Short-Answer Assessment System” เพื่อช่วยให้การประเมินมีมาตรฐานและลดภาระการตรวจงานของครู

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาการใช้ AI ช่วยตรวจข้อสอบแบบเขียนสำหรับการปฏิรูประบบ CSAT หรือ Suneung ซึ่งเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่สำคัญของเกาหลีใต้ โดยมีการทดลองระบบ AI ในสถานศึกษาแล้วตั้งแต่ปี 2025

6. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังทดลองแนวทางใหม่

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปฏิรูปยังอยู่ในระยะทดลอง แต่มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น

เวียดนาม

British University Vietnam ทดลองใช้ AI Assessment Scale (AIAS) ซึ่งเป็นกรอบ 5 ระดับ ตั้งแต่ “ไม่ใช้ AI” ไปจนถึง “ใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ” เพื่อช่วยให้อาจารย์และนักศึกษารู้ว่า AI สามารถใช้ในงานแต่ละประเภทได้มากน้อยเพียงใด

ผลการทดลองพบว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับ GenAI และเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักศึกษา ขณะเดียวกันอาจารย์สามารถออกแบบงานที่ใช้ประโยชน์จาก AI พร้อมส่งเสริมการคิดวิเคราะห์

ประเทศไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการใช้พื้นที่ทดลองที่ปลอดภัยหรือ “ChulaGENIE sandbox” เพื่อประเมินความสามารถของนักศึกษาในการสร้าง AI assistants ที่เหมาะกับสาขาวิชา รวมถึงการตรวจสอบและวิพากษ์ผลลัพธ์ของ AI โดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล

แนวทางนี้แสดงให้เห็นว่า นักศึกษาไทยในอนาคตอาจไม่ได้ถูกประเมินเพียงว่า “ใช้ AI ได้หรือไม่” แต่จะถูกประเมินว่า สามารถออกแบบ ใช้ ตรวจสอบ และควบคุม AI ได้ดีเพียงใด

7. นักศึกษาควรเตรียมตัวอย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความหมายโดยตรงต่อนักศึกษามหาวิทยาลัย เพราะการเรียนในยุค AI ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกใช้ AI แต่หมายความว่า เราต้องใช้ AI อย่างฉลาดและรับผิดชอบมากขึ้น

นักศึกษาควรพัฒนาทักษะสำคัญอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่

  1. AI literacy – เข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร มีข้อจำกัดอะไร และควรใช้เมื่อใด
  2. Critical thinking – สามารถตรวจสอบข้อมูลและคำตอบที่ AI สร้างขึ้น
  3. Prompt skills – สามารถสื่อสารกับ AI เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ
  4. Ethical AI use – รู้จักเรื่องความเป็นส่วนตัว ลิขสิทธิ์ ความลำเอียง และความซื่อสัตย์ทางวิชาการ
  5. Human skills – การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจ

บทสรุป

การปฏิรูปการประเมินผลของมหาวิทยาลัยในเอเชียกำลังเปลี่ยนจากคำถามว่า เราจะป้องกันไม่ให้นักศึกษาใช้ AI ได้อย่างไร?” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ เราจะออกแบบการเรียนรู้และการประเมินอย่างไร เพื่อให้นักศึกษาใช้ AI ได้อย่างมีความรู้ มีวิจารณญาณ และมีความรับผิดชอบ?”

แนวโน้มสำคัญคือ การประเมินจะมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการสอบในชั้นเรียน การสอบปากเปล่า การแก้ปัญหาแบบสด การวิพากษ์คำตอบของ AI โครงงานที่บูรณาการ AI และการประกาศการใช้ AI อย่างโปร่งใส

ขณะเดียวกัน การใช้ AI ช่วยตรวจงานจะเพิ่มขึ้น แต่ มนุษย์ยังคงต้องอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ โดยเฉพาะการประเมินที่มีผลกระทบสูงต่ออนาคตของนักศึกษา

สำหรับมหาวิทยาลัยและอาจารย์ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ (1) กำหนดกติกาให้ชัดเจนว่าเมื่อใดห้ามใช้ อนุญาตให้ใช้ หรือจำเป็นต้องใช้ AI (2) พัฒนาทักษะของอาจารย์ในการออกแบบการประเมินที่เหมาะกับยุค AI และ (3) ให้คำแนะนำแก่นักศึกษาเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและการเปิดเผยการใช้ AI

ท้ายที่สุด เป้าหมายของการศึกษาในยุค AI ไม่ใช่การสร้างนักศึกษาที่ “ไม่ใช้ AI” แต่คือการสร้างบัณฑิตที่ ใช้ AI ได้อย่างมีวิจารณญาณ และยังคงคิดเป็นด้วยตนเอง เพราะในโลกการทำงานแห่งอนาคต ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสามารถเข้าถึง AI ได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีจริยธรรม และมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด

Source : cte.smu.edu.sg

Post Author: nattariya

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *