<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>AI Archives - EduBright Resources</title>
	<atom:link href="https://edubrights.com/resource/tag/ai/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://edubrights.com/resource/tag/ai/</link>
	<description>EdTech Solutions</description>
	<lastBuildDate>Sun, 13 Sep 2026 14:02:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.10</generator>

<image>
	<url>https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2018/11/cropped-edb-logo-grey-32x32.png</url>
	<title>AI Archives - EduBright Resources</title>
	<link>https://edubrights.com/resource/tag/ai/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ความท้าทายในการนำแพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะแห่งชาติของจีนมาใช้ในพื้นที่ชนบท</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/09/13/china-national-smart-education-platform-rural-adoption-challenges-with/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=china-national-smart-education-platform-rural-adoption-challenges-with</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/09/13/china-national-smart-education-platform-rural-adoption-challenges-with/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Sep 2026 14:02:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[EduBright Article]]></category>
		<category><![CDATA[Good Idea!]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[artificial intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2157</guid>

					<description><![CDATA[<p>แพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะแห่งชาติของจีน (China’s Nation [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/09/13/china-national-smart-education-platform-rural-adoption-challenges-with/">ความท้าทายในการนำแพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะแห่งชาติของจีนมาใช้ในพื้นที่ชนบท</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="936" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-13-ก.ย.-2569-20_51_45-1024x936.png" alt="" class="wp-image-2158" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-13-ก.ย.-2569-20_51_45-1024x936.png 1024w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-13-ก.ย.-2569-20_51_45-300x274.png 300w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-13-ก.ย.-2569-20_51_45-768x702.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-13-ก.ย.-2569-20_51_45.png 1312w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะแห่งชาติของจีน (China’s National Smart Education Platform: NSEP)</strong> ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเมืองกับชนบท โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการนำทรัพยากรการเรียนรู้ดิจิทัลคุณภาพสูงไปให้ผู้เรียนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงได้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์ในช่วงปี 2025–2026 พบว่า การนำ NSEP ไปใช้ในพื้นที่ชนบทยังคงเผชิญกับปัญหาที่เรียกว่า <strong>“</strong><strong>ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลระดับที่สอง” (second-level digital divide)</strong> ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการมีหรือไม่มีอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังรวมถึง <strong>ความง่ายในการใช้งาน ความเสถียรของระบบ ทักษะดิจิทัล และการได้รับการสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้อง</strong></p>



<p>การสำรวจขนาดใหญ่ที่ศึกษากลุ่มนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าผู้ใช้ในชนบทยังคงเสียเปรียบในด้านการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานและคุณภาพของระบบ แม้จะควบคุมปัจจัยอื่น ๆ แล้วก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการออกแบบระบบยังอาจสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ใช้ในพื้นที่ชนบท</p>



<p><strong>เป้าหมายของนโยบายและความหวังในการลดความเหลื่อมล้ำ</strong></p>



<p>NSEP ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์การศึกษาอัจฉริยะของจีน และมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ <strong>SDG 4 </strong><strong>การศึกษาที่มีคุณภาพ</strong> และ <strong>SDG 10 </strong><strong>การลดความเหลื่อมล้ำ</strong></p>



<p>ภาครัฐของจีนอธิบายว่า NSEP เป็นแหล่งรวมทรัพยากรทางการศึกษาขนาดใหญ่ระดับโลก และช่วยสร้างแนวคิดที่เปรียบเสมือน <strong>“</strong><strong>ห้องเรียนที่เดินทางไปหาผู้เรียน” (walking classroom)</strong> ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนในชนบทสามารถเข้าถึงบทเรียนเดียวกับนักเรียนในเมือง</p>



<p>เอกสารนโยบายล่าสุดยังเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการและการทดลองนำร่อง เพื่อทดสอบแนวทางใหม่ ๆ ซึ่งสะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายตระหนักว่า คุณภาพของการนำแพลตฟอร์มไปใช้ยังแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่</p>



<p>อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลเดียวกันยังชี้ว่า การปิดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทยังคงเป็น <strong>“</strong><strong>แนวรบสำคัญลำดับถัดไป”</strong> เพราะแม้โรงเรียนจะมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเกือบทั่วถึงแล้ว แต่ความแตกต่างด้านการใช้งาน ทักษะ และผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ยังคงมีอยู่</p>



<p><strong>1. </strong><strong>ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์</strong></p>



<p>ในระดับพื้นฐาน โรงเรียนชนบทยังคงประสบปัญหาด้านอุปกรณ์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งผลต่อการใช้งานแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>งานทบทวนวรรณกรรมในปี 2024 ซึ่งถูกนำมาอ้างอิงในงานวิเคราะห์ปี 2026 ประเมินว่า จีนยังขาดคอมพิวเตอร์ประมาณ <strong>8.5 </strong><strong>ล้านเครื่องในพื้นที่ชนบท</strong> เมื่อเทียบกับมาตรฐานระดับชาติที่กำหนดให้มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียน 15 คน</p>



<p>แม้บางโรงเรียนจะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ แต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาการเชื่อมต่อก็อาจสูงมาก ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่าโรงเรียนแห่งหนึ่งในมณฑลกานซู่ใช้เงินถึงประมาณ <strong>สองในสามของงบประมาณโรงเรียนไปกับค่าอินเทอร์เน็ต</strong> ทำให้เหลืองบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการบำรุงรักษาและจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม</p>



<p>ปัญหายังขยายไปถึงระดับครัวเรือนด้วย แม้สมาร์ตโฟนจะพบได้ทั่วไปในพื้นที่ชนบท แต่การคาดหวังให้นักเรียนใช้โทรศัพท์ของผู้ปกครองในการทำการบ้านหรือใช้งานเครื่องมือ AI เป็นเวลานานอาจไม่เหมาะสม เพราะหลายครอบครัวต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหรือมีข้อจำกัดด้านแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต</p>



<p>ดังนั้น จึงเกิดช่องว่างระหว่าง <strong>“</strong><strong>โรงเรียนมีอินเทอร์เน็ต”</strong> กับ <strong>“</strong><strong>นักเรียนสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนที่บ้านได้อย่างสม่ำเสมอ”</strong></p>



<p><strong>2. </strong><strong>คุณภาพของระบบและความง่ายในการใช้งาน</strong></p>



<p>นอกจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว งานวิจัยล่าสุดยังพบอุปสรรคที่เกิดจากตัวแพลตฟอร์มเอง และปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อผู้ใช้ในชนบทมากกว่าผู้ใช้ในเมือง</p>



<p>การศึกษาเชิงปริมาณเกี่ยวกับ NSEP ในปี 2026 พบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามในเมืองและชนบทในด้าน <strong>ความง่ายในการใช้งาน (Cohen’s d = 0.78)</strong> และ <strong>คุณภาพของระบบ (d = 0.64)</strong></p>



<p>กล่าวง่าย ๆ คือ ครูและนักเรียนในชนบทมองว่าแพลตฟอร์มใช้งานยากกว่าและมีความเสถียรทางเทคนิคน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้ใช้ในเมือง</p>



<p>ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากอินเทอร์เน็ตช้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบที่อาจตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ผู้ใช้มีอินเทอร์เน็ตที่เสถียร มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย และสามารถเข้าถึงเจ้าหน้าที่สนับสนุนด้านเทคนิคได้</p>



<p>เมื่อเครือข่ายไม่เสถียรหรืออุปกรณ์เก่า ผู้ใช้ต้องเสียเวลาแก้ปัญหา รอโหลดข้อมูล หรือพยายามทำความเข้าใจกับเมนูที่ใช้งานไม่ง่าย ส่งผลให้ความรู้สึกว่าแพลตฟอร์มมีประโยชน์และความพึงพอใจลดลง</p>



<p>งานวิจัยยังพบว่า <strong>ครูในชนบทมีระดับความง่ายในการใช้งานที่ต่ำกว่านักเรียนและผู้บริหาร</strong> ซึ่งอาจสะท้อนว่าฟังก์ชันสำหรับครู เช่น การจัดการทรัพยากรและการเตรียมการสอน ยังเป็นจุดที่ต้องปรับปรุง</p>



<p><strong>3. </strong><strong>ความพร้อมของครูและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการสอน</strong></p>



<p>แม้โรงเรียนจะมีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอ แต่ <strong>ความพร้อมของครู</strong> ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ</p>



<p>รายงานระดับประเทศพบว่า AI และเครื่องมือดิจิทัลกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น ขณะเดียวกันช่องว่างด้านทักษะดิจิทัลพื้นฐานระหว่างครูในเมืองและชนบทก็ลดลง โดยในหลายตัวชี้วัดมีความแตกต่างน้อยกว่า 5 จุดเปอร์เซ็นต์</p>



<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ครูต้องการไม่ได้มีเพียง “ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี” แต่คือ <strong>คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง</strong> เช่น วิธีสร้างสื่อการเรียนรู้ วิธีใช้เครื่องมือให้มีประสิทธิภาพ และวิธีนำเทคโนโลยีไปประยุกต์กับสถานการณ์การเรียนการสอนเฉพาะด้าน</p>



<p>เกือบครึ่งหนึ่งของครูต้องการกฎระเบียบและแนวทางด้านจริยธรรมที่ชัดเจนขึ้นสำหรับการใช้ AI ในการศึกษา แสดงให้เห็นว่าครูจำนวนไม่น้อยยังไม่มั่นใจว่า AI ควรถูกนำมาใช้ในลักษณะใดจึงจะเหมาะสม</p>



<p>ในพื้นที่ชนบท ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น เนื่องจากครูอาจมีโอกาสเข้าร่วมการพัฒนาวิชาชีพคุณภาพสูงน้อยกว่า มีเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูน้อยกว่า และมีภาระงานที่สูงกว่า</p>



<p>หากไม่มีการฝึกอบรมที่ออกแบบโดยคำนึงถึงครูเป็นศูนย์กลางและมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง NSEP อาจกลายเป็นเพียง <strong>คลังเนื้อหาดิจิทัลที่มีทรัพยากรจำนวนมาก แต่ถูกนำมาใช้น้อย</strong> แทนที่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนอย่างแท้จริง</p>



<p><strong>4. </strong><strong>ความเหมาะสมของเนื้อหาและบริบทท้องถิ่น</strong></p>



<p>อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือ <strong>เนื้อหาบนแพลตฟอร์มต้องสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน</strong></p>



<p>แม้ NSEP จะมีหลักสูตรและทรัพยากรจำนวนมาก แต่ครูในชนบทมักต้องการสื่อที่สอดคล้องกับระบบการสอบในพื้นที่ ตัวอย่างใกล้ตัว และลักษณะห้องเรียนที่มีนักเรียนหลากหลายระดับความสามารถ</p>



<p>งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ดิจิทัลในพื้นที่ชนบทชี้ว่า หากเนื้อหาไม่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ผู้ใช้จะมองว่าเนื้อหามีประโยชน์น้อยลง และมีแนวโน้มที่จะใช้งานแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องลดลง</p>



<p>จีนจึงเริ่มใช้แนวทางการส่งเนื้อหาหลายช่องทาง เช่น ในมณฑลกวางตุ้ง มีการทำงานร่วมกับเครือข่ายวิทยุและโทรทัศน์เพื่อนำหลักสูตรจาก NSEP ไปเผยแพร่ผ่านเคเบิลทีวีไปยังประมาณ <strong>23 </strong><strong>ล้านครัวเรือน</strong></p>



<p>แนวทางนี้สะท้อนแนวคิด <strong>“TV as the last mile”</strong> หรือการใช้โทรทัศน์เป็นช่องทางสุดท้ายในการเข้าถึงผู้เรียน เพื่อแก้ปัญหาอินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียรและการขาดแคลนอุปกรณ์ในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล</p>



<p><strong>5. </strong><strong>ข้อจำกัดด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ</strong></p>



<p>งบประมาณเป็นอีกปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของการนำ NSEP ไปใช้ แม้นโยบายระดับชาติจะสนับสนุนให้โรงเรียนวางแผนงบประมาณเพื่อการศึกษาดิจิทัล แต่โรงเรียนชนบทจำนวนมากยังมีงบประมาณจำกัด</p>



<p>หากเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับค่าอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์พื้นฐาน ก็จะเหลืองบประมาณน้อยลงสำหรับการบำรุงรักษา การเปลี่ยนอุปกรณ์ และการฝึกอบรมครู ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการใช้งานแพลตฟอร์มในระยะยาว</p>



<p>นอกจากนี้ การใช้ NSEP อย่างมีประสิทธิภาพยังต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหลายระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ มณฑล เมือง อำเภอ ไปจนถึงโรงเรียน หากพื้นที่ใดมีบุคลากรด้านเทคนิคจำกัดหรือมีการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ นโยบายที่ดีในระดับประเทศก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ดีในระดับโรงเรียนได้</p>



<p><strong>แนวทางแก้ไขที่กำลังเกิดขึ้น</strong></p>



<p>จีนกำลังทดลองแนวทางหลายรูปแบบเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ได้แก่</p>



<p><strong>1. </strong><strong>การส่งเนื้อหาหลายช่องทาง</strong><br>ใช้โทรทัศน์และระบบจัดเก็บเนื้อหาแบบออฟไลน์ เพื่อช่วยนักเรียนที่มีอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรหรือไม่มีอุปกรณ์เพียงพอ</p>



<p><strong>2. </strong><strong>โครงการนำร่องแบบเจาะจงพื้นที่</strong><br>มีการดำเนินโครงการใน 10 มณฑลและ 95 เขต ครอบคลุมโรงเรียนชนบท 252 แห่ง และนักเรียนประมาณ 60,000 คน พร้อมการสนับสนุนอย่างเป็นระบบและการจัดการเรียนการสอนมากกว่า 10,000 ชั่วโมง</p>



<p><strong>3. </strong><strong>การสนับสนุนครูโดยเฉพาะ</strong><br>เน้นการอบรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างทรัพยากร การใช้งานระบบ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในสถานการณ์จริง รวมถึงการสร้างแนวทางด้านจริยธรรมในการใช้ AI</p>



<p><strong>4. </strong><strong>การปรับปรุงการออกแบบระบบ</strong><br>เสนอให้มีชุดทรัพยากรแบบออฟไลน์ ระบบที่ใช้แบนด์วิดท์ต่ำ และการสนับสนุนด้านเทคนิคที่เหมาะกับพื้นที่ชนบทโดยเฉพาะ</p>



<p>เป้าหมายสำคัญของแนวทางเหล่านี้คือการเปลี่ยนจากแนวคิด <strong>“</strong><strong>มีอินเทอร์เน็ตแล้ว”</strong> ไปสู่ <strong>“</strong><strong>สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม”</strong></p>



<p><strong>บทสรุป: การศึกษาอัจฉริยะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง</strong></p>



<p>หลักฐานจากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการนำ NSEP ไปใช้ในพื้นที่ชนบทไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็น <strong>ปัญหาเชิงระบบ</strong> ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายปัจจัย ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ การออกแบบแพลตฟอร์ม ข้อจำกัดด้านความพร้อมของครู ความเหมาะสมของเนื้อหา และข้อจำกัดด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ</p>



<p>การลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเมืองและชนบทจึงควรให้ความสำคัญกับ 4 เรื่องหลัก ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ออกแบบระบบให้เหมาะกับพื้นที่ทรัพยากรจำกัด</strong> เช่น มีโหมดออฟไลน์ ระบบที่ใช้งานง่าย และสามารถรับมือกับข้อผิดพลาดได้ดี</li>



<li><strong>ลงทุนในการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง</strong> โดยเน้นการอบรมที่นำไปใช้ได้จริงและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่</li>



<li><strong>จัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่องและชัดเจน</strong> สำหรับอุปกรณ์ การบำรุงรักษา และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่ใช่เน้นเฉพาะช่วงเริ่มต้นโครงการ</li>



<li><strong>ใช้ช่องทางการเรียนรู้ที่หลากหลาย</strong> ทั้งเว็บไซต์ โทรทัศน์ และเซิร์ฟเวอร์ออฟไลน์ เพื่อให้เหมาะกับสภาพความเป็นจริงของแต่ละชุมชน</li>
</ul>



<p>ท้ายที่สุด การมีแพลตฟอร์มการศึกษาดิจิทัลระดับประเทศไม่ได้หมายความว่าความเหลื่อมล้ำจะหายไปโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญกว่าคือ <strong>ผู้เรียนทุกคนสามารถใช้แพลตฟอร์มนั้นได้จริง มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม มีครูที่พร้อมให้คำแนะนำ และได้รับเนื้อหาที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง</strong></p>



<p>หากการปรับปรุงเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น NSEP อาจมีความเสี่ยงที่จะ <strong>เพิ่มความเหลื่อมล้ำแทนที่จะลดความเหลื่อมล้ำ</strong> เพราะแม้ทรัพยากรการศึกษาคุณภาพสูงจะมีอยู่ในระบบ แต่ผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่อาจยังคงเป็นนักเรียนในโรงเรียนเมืองและพื้นที่ที่มีทรัพยากรพร้อมมากกว่า</p>



<p><strong>ประเด็นที่นักศึกษาควรเรียนรู้</strong></p>



<p>กรณีของ NSEP แสดงให้เห็นว่า <strong>“Digital Access </strong><strong>ไม่เท่ากับ Digital Equity”</strong> การมีอินเทอร์เน็ตหรือมีแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษา</p>



<p>การศึกษาในยุคดิจิทัลจึงต้องคิดให้ไกลกว่าเรื่อง <strong>“</strong><strong>ใครเข้าถึงเทคโนโลยีได้?”</strong> และถามต่อว่า <strong>“</strong><strong>ใครสามารถใช้เทคโนโลยีนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใครกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?”</strong></p>



<p>นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับการพัฒนา AI และการศึกษาอัจฉริยะในอนาคต ไม่ว่าจะในจีน เอเชีย หรือประเทศไทย</p>



<p>Source : MDPI</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/09/13/china-national-smart-education-platform-rural-adoption-challenges-with/">ความท้าทายในการนำแพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะแห่งชาติของจีนมาใช้ในพื้นที่ชนบท</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/09/13/china-national-smart-education-platform-rural-adoption-challenges-with/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงาน แล้วนักเรียนมัธยมควรเตรียมตัวอย่างไร?</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/09/13/how-ai-is-reshaping-graduate-employability-across-asia/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=how-ai-is-reshaping-graduate-employability-across-asia</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/09/13/how-ai-is-reshaping-graduate-employability-across-asia/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Sep 2026 13:35:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[EduBright Infographics]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[artificial intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2153</guid>

					<description><![CDATA[<p>ลองจินตนาการว่าเมื่อเราเรียนจบมหาวิทยาลัยและกำลังสมัครง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/09/13/how-ai-is-reshaping-graduate-employability-across-asia/">AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงาน แล้วนักเรียนมัธยมควรเตรียมตัวอย่างไร?</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/how_ai_is_reshaping_graduate_employability_across_asia_1u4r1y6hh2ytgs9qwjlg_0.webp" alt="" class="wp-image-2154" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/how_ai_is_reshaping_graduate_employability_across_asia_1u4r1y6hh2ytgs9qwjlg_0.webp 1024w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/how_ai_is_reshaping_graduate_employability_across_asia_1u4r1y6hh2ytgs9qwjlg_0-300x300.webp 300w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/how_ai_is_reshaping_graduate_employability_across_asia_1u4r1y6hh2ytgs9qwjlg_0-150x150.webp 150w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/how_ai_is_reshaping_graduate_employability_across_asia_1u4r1y6hh2ytgs9qwjlg_0-768x768.webp 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/how_ai_is_reshaping_graduate_employability_across_asia_1u4r1y6hh2ytgs9qwjlg_0-24x24.webp 24w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/how_ai_is_reshaping_graduate_employability_across_asia_1u4r1y6hh2ytgs9qwjlg_0-48x48.webp 48w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/how_ai_is_reshaping_graduate_employability_across_asia_1u4r1y6hh2ytgs9qwjlg_0-96x96.webp 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ลองจินตนาการว่าเมื่อเราเรียนจบมหาวิทยาลัยและกำลังสมัครงาน สิ่งที่บริษัทมองหาอาจไม่ใช่แค่ “เรียนจบจากที่ไหน” หรือ “ได้เกรดเท่าไร” อีกต่อไป แต่คือคำถามว่า</p>



<p><strong>“</strong><strong>คุณใช้ AI </strong><strong>เป็นหรือไม่?”</strong><br><strong>“</strong><strong>คุณคิดวิเคราะห์ข้อมูลได้หรือเปล่า?”</strong><br><strong>“</strong><strong>คุณสามารถตรวจสอบได้ไหมว่า AI </strong><strong>ให้ข้อมูลผิดหรือมีอคติหรือไม่?”</strong></p>



<p>ปัจจุบัน AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเอเชีย งานบางประเภทที่เคยต้องใช้คนจำนวนมากกำลังถูก AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยทำ ขณะเดียวกันก็เกิดงานรูปแบบใหม่ที่ต้องการคนซึ่งสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้</p>



<p>ดังนั้น สำหรับนักเรียนมัธยมปลาย การเตรียมตัวสำหรับอนาคตอาจไม่ใช่การพยายาม “แข่งกับ AI” แต่คือ <strong>เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI </strong><strong>อย่างฉลาด มีความรับผิดชอบ และยังคงใช้ความคิดของตัวเอง</strong></p>



<p><strong>AI </strong><strong>กำลังเปลี่ยนงานอย่างไร?</strong></p>



<p>AI และหุ่นยนต์สามารถช่วยทำงานที่เป็นกิจวัตรหรือทำซ้ำ ๆ ได้ เช่น การจัดการข้อมูล การทำรายงานเบื้องต้น การสร้างเนื้อหา หรือการเขียนโค้ดบางส่วน</p>



<p>ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระหว่างปี 2018–2022 มีแรงงานทักษะต่ำประมาณ <strong>1.4 </strong><strong>ล้านคน</strong> ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้หุ่นยนต์ในงานที่เป็นกิจวัตร ขณะเดียวกันก็เกิดงานใหม่ประมาณ <strong>2 </strong><strong>ล้านตำแหน่ง</strong> สำหรับแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น</p>



<p>สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้หมายความว่า “ทุกคนจะตกงาน” แต่หมายความว่า <strong>ลักษณะของงานกำลังเปลี่ยนไป</strong></p>



<p>คนที่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยี วิเคราะห์ข้อมูล คิดอย่างมีเหตุผล และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ อาจมีโอกาสมากขึ้น ในขณะที่คนที่มีเพียงทักษะในการทำงานแบบเดิม ๆ อาจต้องปรับตัวมากขึ้น</p>



<p><strong>ทำไม “งานแรก” ของคนรุ่นใหม่อาจยากขึ้น?</strong></p>



<p>ในอดีต นักศึกษาจบใหม่อาจเริ่มต้นจากงานง่าย ๆ ก่อน แล้วค่อยเรียนรู้จากประสบการณ์จนสามารถรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนขึ้น</p>



<p>แต่ AI กำลังเข้ามาทำงานพื้นฐานบางอย่างแทนมนุษย์ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ทำความสะอาดและจัดข้อมูล</li>



<li>สรุปข้อมูลเบื้องต้น</li>



<li>เขียนเนื้อหาฉบับร่าง</li>



<li>วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น</li>



<li>เขียนโค้ดง่าย ๆ</li>
</ul>



<p>บริษัทบางแห่งจึงอาจคาดหวังให้พนักงานใหม่สามารถทำงานได้ในระดับที่สูงขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น แทนที่จะใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้เฉพาะงานพื้นฐาน</p>



<p>นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่นักเรียนมัธยมควรเริ่มพัฒนาทักษะตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอจนเข้ามหาวิทยาลัยหรือเรียนจบแล้วค่อยเริ่มเตรียมตัว</p>



<p><strong>บริษัทไม่ได้มองแค่ “วุฒิการศึกษา” อีกต่อไป</strong></p>



<p>ในโลกการทำงานยุค AI ใบปริญญายังคงมีความสำคัญในหลายอาชีพ แต่บริษัทจำนวนมากให้ความสนใจกับ <strong>ทักษะที่ผู้สมัครสามารถแสดงให้เห็นได้จริง</strong></p>



<p>ตัวอย่างเช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li>



<li>วิเคราะห์ข้อมูลได้</li>



<li>คิดแก้ปัญหาได้</li>



<li>มีทักษะด้านดิจิทัล</li>



<li>มีผลงานหรือ Portfolio</li>



<li>ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้</li>



<li>เรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างรวดเร็ว</li>
</ul>



<p>ข้อมูลในต้นฉบับระบุว่า มีเพียงประมาณ <strong>5% </strong><strong>ขององค์กรทั่วโลก</strong> ที่มองว่าปริญญามหาวิทยาลัยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานระดับเริ่มต้น และในสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ <strong>2%</strong></p>



<p>สำหรับนักเรียนมัธยม ข้อคิดสำคัญจึงไม่ใช่ “ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย” แต่คือ</p>



<p><strong>“</strong><strong>อย่าเรียนเพื่อให้ได้ใบประกาศเพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างทักษะและผลงานที่แสดงให้เห็นว่าเราทำอะไรได้จริง”</strong></p>



<p><strong>6 </strong><strong>ทักษะที่นักเรียนควรเริ่มพัฒนาตั้งแต่วันนี้</strong></p>



<p><strong>1. </strong><strong>คิดวิเคราะห์และใช้วิจารณญาณ</strong></p>



<p>AI สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคำตอบจะถูกต้อง</p>



<p>นักเรียนควรฝึกถามว่า</p>



<p><strong>ข้อมูลนี้มาจากไหน?</strong><br><strong>มีหลักฐานหรือไม่?</strong><br><strong>AI </strong><strong>อาจผิดตรงไหน?</strong><br><strong>ข้อมูลนี้มีอคติหรือไม่?</strong></p>



<p>การใช้ AI ที่ดีจึงไม่ใช่การเชื่อ AI ทุกอย่าง แต่คือการ <strong>ใช้ AI </strong><strong>แล้วตรวจสอบด้วยความคิดของตัวเอง</strong></p>



<p><strong>2. </strong><strong>เรียนรู้การสื่อสารกับ AI</strong></p>



<p>การเขียนคำสั่งหรือ Prompt ที่ดีช่วยให้ AI เข้าใจสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น</p>



<p>แต่ทักษะสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเขียน Prompt เพียงอย่างเดียว นักเรียนควรรู้จักทดลอง ปรับคำถาม และนำคำตอบที่ได้ไปใช้กับสถานการณ์จริง</p>



<p><strong>3. </strong><strong>ทักษะด้านข้อมูล</strong></p>



<p>ในอนาคต ข้อมูลจะมีบทบาทในแทบทุกอาชีพ</p>



<p>ไม่ว่าจะเรียนสายวิทยาศาสตร์ ธุรกิจ นิเทศศาสตร์ ศิลปะ หรือสังคมศาสตร์ นักเรียนควรเข้าใจพื้นฐาน เช่น การอ่านกราฟ การเปรียบเทียบข้อมูล การมองแนวโน้ม และการใช้ข้อมูลเพื่อช่วยตัดสินใจ</p>



<p><strong>4. </strong><strong>การสื่อสารและการทำงานเป็นทีม</strong></p>



<p>AI อาจช่วยสร้างข้อความหรือวิเคราะห์ข้อมูล แต่การทำงานจริงยังต้องอาศัยมนุษย์ในการสื่อสารกับเพื่อน ครู ลูกค้า และเพื่อนร่วมงาน</p>



<p>ดังนั้น การนำเสนอความคิดเห็น การรับฟังผู้อื่น การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาความขัดแย้งยังเป็นทักษะสำคัญมาก</p>



<p><strong>5. </strong><strong>ความสามารถในการปรับตัว</strong></p>



<p>เทคโนโลยีวันนี้อาจไม่เหมือนเทคโนโลยีในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า</p>



<p>นักเรียนจึงควรฝึกนิสัย <strong>“</strong><strong>เรียนรู้ตลอดชีวิต”</strong> ไม่กลัวที่จะเริ่มเรียนสิ่งใหม่ และพร้อมปรับตัวเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง</p>



<p><strong>6. </strong><strong>จริยธรรมและความรับผิดชอบ</strong></p>



<p>การใช้ AI ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว ความถูกต้อง ลิขสิทธิ์ และผลกระทบต่อผู้อื่น</p>



<p>ตัวอย่างเช่น หากใช้ AI ทำรายงาน เราควรตรวจสอบข้อมูลและไม่ส่งผลงานที่ AI สร้างทั้งหมดโดยอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง</p>



<p><strong>การใช้ AI </strong><strong>อย่างเก่งจึงไม่เพียงพอ ต้องใช้ AI </strong><strong>อย่างรับผิดชอบด้วย</strong></p>



<p><strong>แล้วนักเรียนมัธยมเริ่มเตรียมตัวได้อย่างไร?</strong></p>



<p>ไม่จำเป็นต้องรอเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนสามารถเริ่มสร้างทักษะได้ตั้งแต่วันนี้</p>



<p><strong>เริ่มจากทำ Portfolio</strong></p>



<p>ลองทำโครงงานที่สนใจ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใช้ AI ช่วยค้นคว้าข้อมูลแล้วตรวจสอบความถูกต้อง</li>



<li>วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่สนใจ</li>



<li>สร้างเว็บไซต์หรือโปรเจกต์เล็ก ๆ</li>



<li>ทดลองใช้ AI เพื่อสร้างต้นแบบงาน</li>



<li>ทำโครงงานด้านวิทยาศาสตร์ ธุรกิจ สื่อ หรือศิลปะ</li>
</ul>



<p>สิ่งสำคัญคือ <strong>เก็บกระบวนการทำงานไว้</strong> ว่าเราใช้ AI อย่างไร ทดลองอะไร และตรวจสอบคุณภาพอย่างไร ไม่ใช่แค่แสดงผลงานสุดท้ายเท่านั้น</p>



<p><strong>สร้าง “ทักษะแบบ T-shaped”</strong></p>



<p>แนวคิดนี้หมายถึงการมี <strong>ความรู้ลึกในสิ่งที่เราสนใจ</strong> และมีความรู้กว้างเกี่ยวกับ AI และข้อมูล</p>



<p>ตัวอย่างเช่น หากนักเรียนชอบการตลาด ก็ควรเรียนรู้เรื่องการตลาดให้ดี พร้อมกับเรียนรู้การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลหรือสร้างไอเดีย</p>



<p>หากชอบศิลปะ ก็สามารถเรียนรู้ AI ด้านการออกแบบและสร้างภาพ แต่ยังต้องพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ของตัวเองด้วย</p>



<p><strong>สิ่งสำคัญที่สุด: อย่าให้ AI </strong><strong>คิดแทนเราทั้งหมด</strong></p>



<p>AI อาจช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น แต่การเรียนรู้ที่แท้จริงยังต้องเกิดจากตัวเราเอง</p>



<p>ลองเปลี่ยนจากการถาม AI ว่า</p>



<p><strong>“</strong><strong>ช่วยทำการบ้านให้หน่อย”</strong></p>



<p>เป็น</p>



<p><strong>“</strong><strong>ช่วยอธิบายแนวคิดนี้ให้ฉันเข้าใจ แล้วตั้งคำถามให้ฉันลองคิดต่อ”</strong></p>



<p>วิธีนี้ทำให้ AI กลายเป็น <strong>ผู้ช่วยในการเรียนรู้</strong> แทนที่จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราหยุดคิด</p>



<p><strong>อนาคตเป็นของคนที่ “ทำงานร่วมกับ AI” </strong><strong>ได้</strong></p>



<p>AI ไม่ได้กำลังบอกว่าอนาคตไม่มีที่สำหรับคนรุ่นใหม่ แต่กำลังเปลี่ยนว่า <strong>คนรุ่นใหม่ต้องมีทักษะแบบไหน</strong></p>



<p>นักเรียนที่มีเพียงความรู้ตามตำราอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่คนที่สามารถผสมผสาน</p>



<p><strong>ความรู้ในสาขาที่ตัวเองสนใจ + AI + </strong><strong>การคิดวิเคราะห์ + ความคิดสร้างสรรค์ + การสื่อสาร + จริยธรรม</strong></p>



<p>จะมีโอกาสปรับตัวได้ดีในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>



<p>ดังนั้น หากคุณกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย อย่าเพิ่งกังวลว่า</p>



<p><strong>“AI </strong><strong>จะมาแย่งงานของฉันหรือเปล่า?”</strong></p>



<p>ลองเปลี่ยนคำถามเป็น</p>



<p><strong>“</strong><strong>ฉันจะเรียนรู้อะไรตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ AI </strong><strong>เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฉันเก่งขึ้น?”</strong></p>



<p>เพราะอนาคตของการทำงานอาจไม่ได้เป็นการแข่งขันระหว่าง <strong>“</strong><strong>มนุษย์กับ AI”</strong> แต่เป็นโลกที่คนที่รู้จักใช้ AI อย่างชาญฉลาด จะสามารถสร้างคุณค่าได้มากขึ้น</p>



<p>source : Businesstimes</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/09/13/how-ai-is-reshaping-graduate-employability-across-asia/">AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงาน แล้วนักเรียนมัธยมควรเตรียมตัวอย่างไร?</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/09/13/how-ai-is-reshaping-graduate-employability-across-asia/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AI Literacy ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอเชีย: เมืองกับชนบทแตกต่างกันอย่างไร?</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/09/06/how-do-ai-literacy-levels-vary-across-urban-and-rural-asian-universities/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=how-do-ai-literacy-levels-vary-across-urban-and-rural-asian-universities</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/09/06/how-do-ai-literacy-levels-vary-across-urban-and-rural-asian-universities/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Sep 2026 08:18:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[EduBright Article]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2148</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในยุคที่ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/09/06/how-do-ai-literacy-levels-vary-across-urban-and-rural-asian-universities/">AI Literacy ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอเชีย: เมืองกับชนบทแตกต่างกันอย่างไร?</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="683" height="1024" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-6-ก.ย.-2569-15_03_08-1-683x1024.png" alt="" class="wp-image-2149" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-6-ก.ย.-2569-15_03_08-1-683x1024.png 683w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-6-ก.ย.-2569-15_03_08-1-200x300.png 200w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-6-ก.ย.-2569-15_03_08-1-768x1152.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-6-ก.ย.-2569-15_03_08-1.png 1024w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ในยุคที่ <strong>ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)</strong> กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การทำงาน และการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ความสามารถในการเข้าใจและใช้ AI หรือที่เรียกว่า <strong>AI Literacy</strong> กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของนักศึกษามหาวิทยาลัย</p>



<p>แต่คำถามสำคัญคือ <strong>นักศึกษาทุกคนในเอเชียมีโอกาสเรียนรู้และใช้ AI </strong><strong>อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่?</strong></p>



<p>งานวิจัยจากหลายประเทศในเอเชียชี้ให้เห็นว่า <strong>นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเขตเมืองมักมีระดับ AI Literacy </strong><strong>สูงกว่านักศึกษาในพื้นที่ชนบท</strong> โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี ความถี่ในการใช้ AI การใช้เครื่องมือ AI ขั้นสูง และความมั่นใจในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับการเรียนและการทำงาน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาชนบท “ไม่สนใจ AI” แต่ส่วนใหญ่เกิดจาก <strong>โอกาสในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต การฝึกอบรม และผู้สอนที่มีความรู้ด้าน AI</strong> ที่ยังไม่เท่าเทียมกัน </p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>1. </strong><strong>ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทมีมากแค่ไหน?</strong></p>



<p>งานวิจัยในหลายประเทศสะท้อนรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน</p>



<p><strong><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f1ee-1f1f3.png" alt="🇮🇳" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> </strong><strong>อินเดีย: นักศึกษาเมืองใช้ AI </strong><strong>ได้หลากหลายกว่า</strong></p>



<p>การศึกษาในรัฐ Tripura ประเทศอินเดีย ในปี 2026 ซึ่งสำรวจนักศึกษาระดับปริญญาตรี 276 คน พบว่า <strong>นักศึกษาในเขตเมืองมีความสามารถในการใช้ AI </strong><strong>ขั้นสูงมากกว่านักศึกษาในชนบท</strong></p>



<p>ทั้งสองกลุ่มใช้ AI สำหรับงานพื้นฐาน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ค้นหาข้อมูล</li>



<li>ช่วยทำงานที่ได้รับมอบหมาย</li>



<li>ช่วยค้นคว้า</li>
</ul>



<p>แต่กลุ่มนักศึกษาในเมืองมีแนวโน้มใช้ AI ในงานที่ซับซ้อนกว่า เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สรุปเอกสาร</li>



<li>แปลภาษา</li>



<li>ระดมความคิดสำหรับโครงงาน</li>



<li>วางแผนและพัฒนาโครงการ</li>
</ul>



<p>ขณะที่นักศึกษาชนบทรายงานปัญหามากกว่า ทั้งด้านความรู้เกี่ยวกับ AI ความรู้ทางเทคนิค และความไม่เสถียรของอินเทอร์เน็ต </p>



<p><strong><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f1ee-1f1e9.png" alt="🇮🇩" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> </strong><strong>อินโดนีเซีย: โครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวแปรสำคัญ</strong></p>



<p>ข้อมูลจากอินโดนีเซียแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนจำนวนมากยังไม่มีอินเทอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพ โดยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบทอยู่ที่ประมาณ <strong>30% </strong><strong>เทียบกับประมาณ 80% </strong><strong>ในเขตเมือง</strong></p>



<p>ช่องว่างด้าน AI Literacy ยังปรากฏในระดับการศึกษา โดยกลุ่มประชากรที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษามีช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทประมาณ <strong>31.7 จุดเปอร์เซ็นต์</strong> ขณะที่ในระดับอุดมศึกษายังคงมีช่องว่างประมาณ <strong>12.4 จุดเปอร์เซ็นต์</strong> </p>



<p>ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวนักศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง</p>



<p><strong>อินเทอร์เน็ต </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>อุปกรณ์</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>ห้องปฏิบัติการ</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>ครู</strong><strong>/</strong><strong>อาจารย์</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>หลักสูตร</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>โอกาสในการฝึกใช้</strong><strong> AI</strong></p>



<p>หากองค์ประกอบเหล่านี้ไม่พร้อม การพัฒนา AI Literacy ก็ทำได้ยาก</p>



<p><strong><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f1f3-1f1f5.png" alt="🇳🇵" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> </strong><strong>เนปาล: รู้จัก AI </strong><strong>แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้ AI </strong><strong>ได้</strong></p>



<p>งานวิจัยในปี 2025 พบว่านักศึกษาประมาณ <strong>90.7% </strong><strong>รู้จัก AI</strong> แต่เมื่อพิจารณาถึง “ประสบการณ์ในการใช้ AI จริง” กลับพบความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบทอย่างชัดเจน</p>



<p>ในกลุ่มนักศึกษาเมือง 135 คน มี 124 คนรายงานว่ามีประสบการณ์เกี่ยวกับ AI ในระดับหนึ่ง ขณะที่ในกลุ่มนักศึกษาชนบท 15 คน มีเพียง 12 คนที่รายงานว่ามีประสบการณ์ดังกล่าว [3]</p>



<p>ประเด็นนี้ทำให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง</p>



<p><strong>“</strong><strong>รู้ว่า AI </strong><strong>คืออะไร” กับ “สามารถใช้ AI </strong><strong>ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>2. </strong><strong>ช่องว่างด้าน AI Literacy </strong><strong>เกิดขึ้นตรงไหนมากที่สุด?</strong></p>



<p><strong>2.1 </strong><strong>การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์</strong></p>



<p>นี่คือปัจจัยพื้นฐานที่สุด</p>



<p>นักศึกษาที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวสามารถทดลองใช้ AI ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Chatbot</li>



<li>AI สำหรับการเขียน</li>



<li>AI Coding</li>



<li>AI วิเคราะห์ข้อมูล</li>



<li>AI สร้างภาพ</li>



<li>AI ช่วยค้นคว้า</li>
</ul>



<p>ในทางกลับกัน นักศึกษาชนบทบางส่วนต้องพึ่งพา <strong>สมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่จำกัด หรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว</strong></p>



<p>ดังนั้น แม้นักศึกษาจะมีความสนใจเท่ากัน แต่โอกาสในการทดลองใช้ AI อาจแตกต่างกันอย่างมาก </p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>2.2 </strong><strong>ความถี่และความซับซ้อนในการใช้ AI</strong></p>



<p>นักศึกษาเมืองมีแนวโน้มใช้ AI <strong>บ่อยกว่าและใช้กับงานที่ซับซ้อนกว่า</strong></p>



<p>ตัวอย่างเช่น</p>



<p><strong>ระดับพื้นฐาน</strong></p>



<p>“ช่วยหาข้อมูลเรื่องนี้ให้หน่อย”</p>



<p><strong>ระดับกลาง</strong></p>



<p>“ช่วยสรุปบทความวิจัยนี้และเปรียบเทียบประเด็นสำคัญ”</p>



<p><strong>ระดับสูง</strong></p>



<p>“ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สร้างสมมติฐาน และเสนอแนวทางสำหรับโครงงานวิจัย”</p>



<p>ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า <strong>“</strong><strong>ใครใช้ AI </strong><strong>หรือไม่ใช้ AI”</strong> เท่านั้น แต่คือ</p>



<p><strong>“</strong><strong>ใครสามารถใช้ AI </strong><strong>ได้ลึกและมีวิจารณญาณมากกว่ากัน?”</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>3. AI Literacy </strong><strong>ไม่ได้มีเพียงการรู้จัก AI</strong></p>



<p>งานวิจัยเกี่ยวกับ AI Literacy เสนอให้มองความสามารถด้าน AI เป็นหลายระดับ [7][8]</p>



<p><strong>ระดับที่ 1: AI Awareness</strong></p>



<p>รู้ว่า AI คืออะไร รู้จัก ChatGPT หรือ Generative AI และเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน</p>



<p><strong>ระดับที่ 2: Applied AI Skills</strong></p>



<p>สามารถนำ AI ไปใช้กับงานจริง เช่น การเรียน การเขียน การแปลภาษา การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการเขียนโปรแกรม</p>



<p><strong>ระดับที่ 3: Critical AI Literacy</strong></p>



<p>สามารถตรวจสอบคำตอบของ AI รู้จักปัญหาเรื่อง <strong>Bias, Hallucination, Privacy </strong><strong>และความน่าเชื่อถือของข้อมูล</strong></p>



<p><strong>ระดับที่ 4: AI Innovation &amp; Governance</strong></p>



<p>สามารถออกแบบกระบวนการทำงานที่ใช้ AI อย่างเหมาะสม เข้าใจจริยธรรม และคิดว่าจะใช้ AI อย่างรับผิดชอบในวิชาชีพได้อย่างไร</p>



<p><strong>ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทมักเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อก้าวจากระดับ 1 </strong><strong>ไปสู่ระดับ 2–4</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>4. </strong><strong>อาจารย์และหลักสูตรมีบทบาทสำคัญ</strong></p>



<p>อีกปัจจัยหนึ่งคือ <strong>ความพร้อมของมหาวิทยาลัยและอาจารย์</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยในเมืองมักมีโอกาสมากกว่าในการจัด</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วิชา AI และ Data Science</li>



<li>Workshop ด้าน Generative AI</li>



<li>AI Bootcamp</li>



<li>การอบรมอาจารย์</li>



<li>ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์</li>



<li>ความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี</li>
</ul>



<p>ในขณะที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชนบทอาจเผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐาน </p>



<p>กรณีอินโดนีเซียยังพบว่า <strong>81% ของสถาบันการศึกษาประสบปัญหาด้านการฝึกอบรมครู/อาจารย์</strong> ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการนำ AI เข้าไปใช้ในการเรียนการสอน </p>



<p>ดังนั้น การสอนนักศึกษาให้ใช้ AI จึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า</p>



<p>“นักศึกษารู้จัก ChatGPT หรือยัง?”</p>



<p>แต่ควรถามว่า</p>



<p><strong>“</strong><strong>มหาวิทยาลัยมีระบบที่ช่วยให้นักศึกษาทุกคนเรียนรู้ AI </strong><strong>อย่างมีคุณภาพหรือยัง?”</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>5. </strong><strong>นักศึกษาชนบทไม่ได้มีทัศนคติต่อ AI </strong><strong>แย่กว่าเสมอไป</strong></p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ ช่องว่างนี้ <strong>ไม่ได้เกิดจากทัศนคติหรือความสนใจเพียงอย่างเดียว</strong></p>



<p>งานวิจัยใน Tripura พบว่านักศึกษาเมืองและชนบทไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องการรับรู้ประโยชน์ของ AI เช่น การช่วยพัฒนาทักษะการเขียนหรือช่วยให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น [1]</p>



<p>กล่าวอีกอย่างคือ</p>



<p><strong>นักศึกษาชนบทอาจอยากใช้ AI </strong><strong>แต่ไม่ได้มีโอกาสใช้มากพอ</strong></p>



<p>นี่เป็นประเด็นสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบายการศึกษา</p>



<p><strong>ปัญหาอาจไม่ใช่ “ความต้องการเรียนรู้” แต่คือ “โอกาสในการเรียนรู้”</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>6. </strong><strong>หากไม่แก้ปัญหา ช่องว่างอาจกว้างขึ้น</strong></p>



<p>หาก AI กลายเป็นทักษะพื้นฐานของตลาดแรงงาน แต่โอกาสในการเรียนรู้ AI ยังคงกระจุกตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยเมือง อาจเกิด <strong>AI Digital Divide</strong> หรือ “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลด้าน AI”</p>



<p>นักศึกษาเมืองอาจได้เปรียบในการ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ฝึกงานกับบริษัทเทคโนโลยี</li>



<li>ใช้ AI ทำโครงงาน</li>



<li>ทำวิจัย</li>



<li>สร้าง Portfolio</li>



<li>สมัครงานที่ต้องการ AI Skills</li>
</ul>



<p>ในขณะที่นักศึกษาชนบทอาจเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยประสบการณ์ด้าน AI ที่จำกัดกว่า</p>



<p>ดังนั้น AI อาจกลายเป็นเครื่องมือที่ <strong>ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ</strong> หรือในทางกลับกัน <strong>อาจขยายความเหลื่อมล้ำเดิมให้มากขึ้น</strong> ก็ได้ [2][4][6]</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>7. </strong><strong>แล้วมหาวิทยาลัยควรทำอย่างไร?</strong></p>



<p>งานวิจัยเสนอแนวทางสำคัญหลายประการ</p>



<p><strong>① </strong><strong>ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน</strong></p>



<p>เพิ่ม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง</li>



<li>ห้องคอมพิวเตอร์</li>



<li>อุปกรณ์สำหรับนักศึกษา</li>



<li>ระบบไฟฟ้าที่เสถียร</li>



<li>Cloud และ Computing Resources</li>
</ul>



<p>โดยให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยชนบทก่อน</p>



<p><strong>② </strong><strong>พัฒนา AI Literacy </strong><strong>ของอาจารย์</strong></p>



<p>อาจารย์ควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับ</p>



<p><strong>Generative AI + AI Ethics + Prompting + Assessment + AI Pedagogy</strong></p>



<p>เพราะอาจารย์ที่มี AI Literacy สูงจะสามารถช่วยให้นักศึกษาพัฒนา AI Literacy ได้อย่างมีคุณภาพ</p>



<p><strong>③ </strong><strong>ออกแบบหลักสูตรที่เหมาะกับบริบท</strong></p>



<p>ไม่ควรนำหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในเมืองมาใช้เหมือนกันทั้งหมด แต่ควรออกแบบให้เหมาะกับทรัพยากรของแต่ละพื้นที่</p>



<p>เริ่มจาก</p>



<p><strong>Digital Skills → AI Awareness → AI Application → Critical AI Literacy → AI Innovation</strong></p>



<p><strong>④ </strong><strong>พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ Bandwidth </strong><strong>ต่ำ</strong></p>



<p>สำหรับพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตจำกัด ควรสนับสนุนเครื่องมือแบบ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Mobile-first</li>



<li>Lightweight</li>



<li>Low-bandwidth</li>



<li>Offline-capable</li>
</ul>



<p>เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ AI ได้แม้มีข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อ</p>



<p><strong>⑤ </strong><strong>จัดสรรงบประมาณอย่างมีเป้าหมาย</strong></p>



<p>ควรใช้ข้อมูลจริงเพื่อระบุว่ามหาวิทยาลัยใดหรือกลุ่มนักศึกษาใดมีช่องว่างด้าน AI Literacy สูง แล้วจัดสรร</p>



<p><strong>ทุน + อุปกรณ์ + Training + Mentorship + Partnership</strong></p>



<p>ให้ตรงกับปัญหา</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>บทสรุปสำหรับนักศึกษา</strong></p>



<p>งานวิจัยจากอินเดีย อินโดนีเซีย เนปาล ปากีสถาน และการวิเคราะห์ในเอเชียใต้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า <strong>AI Literacy </strong><strong>ระหว่างนักศึกษาในเมืองและชนบทยังมีช่องว่างอยู่</strong></p>



<p>แต่สิ่งสำคัญคือ เราไม่ควรมองว่า</p>



<p><strong>“</strong><strong>นักศึกษาชนบทไม่เก่ง AI”</strong></p>



<p>เพราะสาเหตุสำคัญจำนวนมากไม่ได้อยู่ที่ความสามารถหรือความสนใจของนักศึกษา แต่อยู่ที่ <strong>โอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ หลักสูตร อาจารย์ และพื้นที่สำหรับทดลองใช้ AI</strong></p>



<p>สำหรับนักศึกษายุคใหม่ AI Literacy จึงไม่ใช่เพียงการรู้จัก ChatGPT หรือใช้ AI ทำการบ้าน แต่หมายถึงความสามารถในการ <strong>เข้าใจ </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>ใช้</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>ตรวจสอบ</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>ตั้งคำถาม</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>ประเมิน</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>และสร้างสรรค์ด้วย</strong><strong> AI </strong><strong>อย่างมีจริยธรรม</strong></p>



<p>ในอนาคต มหาวิทยาลัยที่สามารถทำให้ <strong>นักศึกษาทั้งเมืองและชนบทมีโอกาสพัฒนา AI Literacy </strong><strong>อย่างเท่าเทียมกัน</strong> จะมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานยุค AI</p>



<p><strong>เพราะในยุค AI </strong><strong>ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครมี AI” </strong><strong>แต่อยู่ที่ว่า “ใครมีโอกาสเรียนรู้วิธีใช้ AI </strong><strong>อย่างมีคุณภาพ”</strong></p>



<p>source : Journal</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/09/06/how-do-ai-literacy-levels-vary-across-urban-and-rural-asian-universities/">AI Literacy ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอเชีย: เมืองกับชนบทแตกต่างกันอย่างไร?</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/09/06/how-do-ai-literacy-levels-vary-across-urban-and-rural-asian-universities/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Future-Proof Skills Every Asian University Student Needs</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/09/06/future-proof-skills-every-asian-university-student-needs/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=future-proof-skills-every-asian-university-student-needs</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/09/06/future-proof-skills-every-asian-university-student-needs/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Sep 2026 07:15:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[artificial intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[asian]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2139</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทักษะแห่งอนาคตสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเอเชียในยุค AI น [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/09/06/future-proof-skills-every-asian-university-student-needs/">Future-Proof Skills Every Asian University Student Needs</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>ทักษะแห่งอนาคตสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเอเชียในยุค AI</strong></p>



<p>นักศึกษามหาวิทยาลัยในเอเชียปัจจุบันจำเป็นต้องมี <strong>ชุดทักษะที่ผสมผสานระหว่างความรู้ด้าน AI </strong><strong>และดิจิทัล กับทักษะความเป็นมนุษย์ที่ยังคงมีความสำคัญ</strong> เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม และการแก้ปัญหาอย่างปรับตัวได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-Sep-6-2026-02_03_51-PM-683x1024.png" alt="" class="wp-image-2140" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-Sep-6-2026-02_03_51-PM-683x1024.png 683w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-Sep-6-2026-02_03_51-PM-200x300.png 200w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-Sep-6-2026-02_03_51-PM-768x1152.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/09/ChatGPT-Image-Sep-6-2026-02_03_51-PM.png 1024w" sizes="auto, (max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>เหตุผลสำคัญคือ ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทุกอาชีพ งานวิจัยจากจีน มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน และบังกลาเทศ พบว่า แม้นักศึกษาส่วนใหญ่จะมีทักษะดิจิทัลพื้นฐานที่ดี แต่ยังมีช่องว่างในด้าน <strong>การประยุกต์ใช้ AI </strong><strong>ขั้นสูง การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการทำงานโครงการร่วมกับผู้อื่น</strong> ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการได้งานและศักยภาพด้านนวัตกรรม</p>



<p><strong>ทำไมเราจึงต้องสร้าง “ทักษะที่พร้อมรับอนาคต” ตั้งแต่วันนี้?</strong></p>



<p>การนำ AI มาใช้ในมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมของเอเชียกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บัณฑิตในอนาคตแทบทุกสาขาจะต้อง <strong>ทำงานร่วมกับเครื่องมืออัจฉริยะ</strong></p>



<p>งานวิจัยในช่วงปี 2025–2026 ชี้ให้เห็นว่า <strong>AI Literacy </strong><strong>หรือความฉลาดรู้ด้าน AI </strong><strong>ไม่ใช่ทักษะทางเลือกอีกต่อไป</strong> เพราะมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการทำงาน ความสามารถด้านนวัตกรรม และความพร้อมในการทำงานของนักศึกษา</p>



<p>ขณะเดียวกัน ทักษะด้าน <strong>Soft Skills </strong><strong>การแก้ปัญหา และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (Self-efficacy)</strong> ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการทำงาน</p>



<p>ดังนั้น นักศึกษาไม่ควรเลือกว่าจะ “เรียน AI” หรือ “พัฒนาทักษะมนุษย์” แต่ควรพัฒนา <strong>ทั้งสองด้านไปพร้อมกัน</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>6 </strong><strong>กลุ่มทักษะที่นักศึกษาควรพัฒนาเพื่อให้พร้อมรับอนาคต</strong></p>



<p><strong>1. AI Literacy — </strong><strong>ความฉลาดรู้ด้าน AI</strong></p>



<p>AI Literacy ไม่ได้หมายถึงเพียงการรู้จัก ChatGPT หรือเครื่องมือ AI ต่าง ๆ แต่หมายถึง <strong>ความสามารถในการเข้าใจ ใช้งาน และประเมินเทคโนโลยี AI </strong><strong>พร้อมทั้งตระหนักถึงผลกระทบทางสังคมและจริยธรรม</strong></p>



<p>งานวิจัยในจีนและมาเลเซียแบ่ง AI Literacy ออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี</li>



<li>การประยุกต์ใช้เครื่องมือ</li>



<li>การสร้างนวัตกรรม</li>



<li>ความรับผิดชอบด้านจริยธรรม</li>
</ul>



<p><strong>นักศึกษาควรทำอะไรได้บ้าง?</strong></p>



<p><strong>① </strong><strong>เข้าใจพื้นฐาน AI</strong><br>เช่น ข้อมูล (Data), โมเดล (Model), การฝึกโมเดล (Training) และอคติของ AI (Bias)</p>



<p><strong>② </strong><strong>ใช้ AI </strong><strong>เพื่อสนับสนุนการเรียนและการทำงาน</strong><br>เช่น การค้นคว้าวิจัย การออกแบบ การระดมความคิด และการแก้ปัญหา</p>



<p><strong>③ </strong><strong>ตรวจสอบคำตอบจาก AI</strong><br>อย่าเชื่อทุกอย่างที่ AI สร้างขึ้น แต่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ อคติ และความเหมาะสมกับงาน</p>



<p><strong>④ </strong><strong>ใช้ AI </strong><strong>อย่างมีจริยธรรม</strong><br>ต้องเข้าใจเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การเป็นเจ้าของผลงาน การอ้างอิง และความรับผิดชอบต่อการใช้ AI ในการเรียนและการทำงาน</p>



<p><strong>จำง่าย ๆ:</strong></p>



<p><strong>ใช้ AI </strong><strong>เป็น </strong><strong>≠</strong><strong> </strong><strong>มี</strong><strong> AI Literacy</strong><br>ผู้ที่มี AI Literacy ต้องรู้ทั้ง <strong>“</strong><strong>ใช้ AI </strong><strong>อย่างไร” และ “เมื่อไรที่ไม่ควรเชื่อ AI”</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>2. Advanced Digital &amp; Information Literacy — </strong><strong>ทักษะดิจิทัลและสารสนเทศขั้นสูง</strong></p>



<p>ในยุค AI การรู้เพียงว่า “ใช้เว็บไซต์หรือค้น Google ได้” ไม่เพียงพออีกต่อไป</p>



<p>นักศึกษาต้องสามารถ <strong>ค้นหา คัดกรอง วิเคราะห์ และประเมินข้อมูลทั้งจากมนุษย์และ AI</strong></p>



<p>ทักษะสำคัญ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล</li>



<li>ตรวจสอบข้อมูลที่สร้างโดย AI</li>



<li>เข้าใจข้อจำกัดของชุดข้อมูล</li>



<li>จัดการข้อมูลอย่างรับผิดชอบ</li>



<li>สร้างเนื้อหาดิจิทัลโดยยังคงรักษาความเป็นเจ้าของผลงานและความซื่อสัตย์ทางวิชาการ</li>
</ul>



<p>ตัวอย่างเช่น หาก AI ให้ข้อมูลสำหรับทำรายงาน นักศึกษาไม่ควร <strong>Copy → Paste → Submit</strong></p>



<p>แต่ควรทำกระบวนการ</p>



<p><strong>AI → </strong><strong>ตรวจสอบ </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>เปรียบเทียบแหล่งข้อมูล</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>วิเคราะห์</strong><strong> </strong><strong>→</strong><strong> </strong><strong>เขียนด้วยความเข้าใจของตนเอง</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>3. Critical Thinking, Problem-Solving &amp; Innovation</strong></p>



<p><strong>การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และนวัตกรรม</strong></p>



<p>นี่คือหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดในยุค AI</p>



<p>AI สามารถสร้างคำตอบได้อย่างรวดเร็ว แต่ <strong>AI </strong><strong>ไม่สามารถรับผิดชอบแทนนักศึกษาในการตัดสินใจว่าคำตอบนั้นเหมาะสมหรือไม่</strong></p>



<p>งานวิจัยในหลายประเทศในเอเชียพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาและความเชื่อมั่นในตนเองเป็นตัวทำนายสำคัญของความพร้อมในการทำงาน และมีความสำคัญไม่น้อยกว่าทักษะทางเทคนิค</p>



<p>นักศึกษาควรฝึก</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วิเคราะห์ปัญหาที่ไม่มีคำตอบตายตัว</li>



<li>แบ่งปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาย่อย</li>



<li>วางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน</li>



<li>ใช้ AI เป็น <strong>Co-pilot</strong> เพื่อช่วยระดมความคิดและสร้างต้นแบบ</li>



<li>ตรวจสอบและตัดสินใจด้วยตนเอง</li>



<li>สามารถนำเสนอและอธิบายกระบวนการทำงานของตนเองได้</li>
</ul>



<p><strong>แนวคิดสำคัญ</strong></p>



<p><strong>อย่าให้ AI </strong><strong>คิดแทนเรา แต่ให้ AI </strong><strong>ช่วยทำให้เราคิดได้ดีขึ้น</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>4. Communication, Collaboration &amp; Intercultural Competence</strong></p>



<p><strong>การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความสามารถในการทำงานข้ามวัฒนธรรม</strong></p>



<p>การทำงานในอนาคตไม่ได้เกิดขึ้นเพียงคนเดียว</p>



<p>นักศึกษาจะต้องทำงานร่วมกับ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>คนต่างสาขา</li>



<li>คนต่างประเทศ</li>



<li>คนต่างวัฒนธรรม</li>



<li>AI และระบบดิจิทัล</li>
</ul>



<p>งานวิจัยพบว่า แม้นักศึกษาหลายคนจะมีทักษะทางเทคนิค แต่ <strong>การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการบริหารโครงการยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนา</strong></p>



<p>ทักษะที่ควรฝึก ได้แก่</p>



<p><strong>สื่อสารเรื่องยากให้คนทั่วไปเข้าใจได้</strong><br>ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การพูด หรือการนำเสนอด้วยภาพ</p>



<p><strong>ทำงานเป็นทีม</strong><br>รู้จักแบ่งบทบาท รับผิดชอบงาน และจัดการไฟล์หรือผลงานดิจิทัลร่วมกัน</p>



<p><strong>เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม</strong><br>โดยเฉพาะเมื่อทำงานกับบริษัทข้ามชาติหรือทีมที่มีสมาชิกจากหลายประเทศ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>5. Ethical Reasoning &amp; Sociotechnical Awareness</strong></p>



<p><strong>การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมและความเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสังคม</strong></p>



<p>AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับ <strong>คน สังคม อำนาจ ความเป็นธรรม และโอกาส</strong></p>



<p>นักศึกษาจึงต้องเข้าใจประเด็นต่าง ๆ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Bias หรืออคติของ AI</li>



<li>Fairness หรือความเป็นธรรม</li>



<li>Privacy หรือความเป็นส่วนตัว</li>



<li>การเฝ้าระวัง (Surveillance)</li>



<li>การเลือกปฏิบัติ</li>



<li>ผลกระทบต่อการจ้างงาน</li>



<li>การเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม</li>
</ul>



<p>สิ่งสำคัญคือ นักศึกษาไม่ควรเพียงถามว่า</p>



<p><strong>“AI </strong><strong>ทำอะไรได้บ้าง?”</strong></p>



<p>แต่ควรถามเพิ่มว่า</p>



<p><strong>“AI </strong><strong>ควรทำสิ่งนี้หรือไม่?”</strong><br><strong>“</strong><strong>ใครได้ประโยชน์?”</strong><br><strong>“</strong><strong>ใครอาจได้รับผลกระทบ?”</strong><br><strong>“</strong><strong>การใช้ AI </strong><strong>แบบนี้มีความเป็นธรรมหรือไม่?”</strong></p>



<p>นี่คือความแตกต่างระหว่าง <strong>การใช้ AI </strong><strong>อย่างมีประสิทธิภาพ</strong> กับ <strong>การใช้ AI </strong><strong>อย่างมีความรับผิดชอบ</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>6. Adaptability, Self-Regulated Learning &amp; Resilience</strong></p>



<p><strong>การปรับตัว การเรียนรู้ด้วยตนเอง และความยืดหยุ่น</strong></p>



<p>ความรู้ทางเทคโนโลยีในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เครื่องมือที่นักศึกษาเรียนรู้วันนี้อาจเปลี่ยนไปในอีกไม่กี่ปี</p>



<p>ดังนั้น สิ่งสำคัญกว่าการรู้จักเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง คือ <strong>ความสามารถในการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง</strong></p>



<p>นักศึกษาควรพัฒนา</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การตั้งเป้าหมายการเรียน</li>



<li>การติดตามความก้าวหน้าของตนเอง</li>



<li>การขอ Feedback</li>



<li>ความสามารถในการทดลองสิ่งใหม่</li>



<li>การยอมรับความไม่แน่นอน</li>



<li>ความกล้าที่จะยอมรับว่า “ฉันยังไม่รู้” และพร้อมเรียนรู้เพิ่มเติม</li>
</ul>



<p><strong>ทักษะที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “การรู้ทุกอย่าง”</strong></p>



<p>แต่คือ</p>



<p><strong>“</strong><strong>ฉันเรียนรู้สิ่งใหม่ได้”</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f30f.png" alt="🌏" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> </strong><strong>บริบทของเอเชีย: ทุกคนไม่ได้เริ่มจากจุดเดียวกัน</strong></p>



<p>งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมด้าน AI ของนักศึกษาในเอเชียมีความแตกต่างกัน</p>



<p>ความแตกต่างไม่ได้เกิดจากความสามารถของนักศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล</li>



<li>การเข้าถึงเครื่องมือ AI</li>



<li>การฝึกอบรม</li>



<li>นโยบายของมหาวิทยาลัย</li>



<li>การสนับสนุนจากสถาบันการศึกษา</li>
</ul>



<p>ดังนั้น การสร้างนักศึกษาให้ “พร้อมสำหรับอนาคต” ไม่ควรเป็นหน้าที่ของนักศึกษาเพียงฝ่ายเดียว</p>



<p>มหาวิทยาลัยเองต้องสร้าง <strong>ระบบนิเวศที่สนับสนุนการเรียนรู้ AI </strong><strong>อย่างเท่าเทียม</strong> เช่น Internet ที่มีคุณภาพ เครื่องมือที่เข้าถึงได้ การพัฒนาอาจารย์ และแนวทางการใช้ AI ที่ชัดเจนและมีจริยธรรม</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f393.png" alt="🎓" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> </strong><strong>แล้วมหาวิทยาลัยควรเตรียมนักศึกษาอย่างไร?</strong></p>



<p>งานวิจัยเสนอว่า ไม่ควรแยก AI ออกมาเป็นเพียง “วิชา AI” วิชาเดียว แต่ควร <strong>บูรณาการ AI </strong><strong>เข้าไปในทุกสาขาวิชา</strong></p>



<p>ตัวอย่างเช่น</p>



<p><strong>ปี 1–2</strong></p>



<p>เน้นพื้นฐาน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Digital Literacy</li>



<li>Information Literacy</li>



<li>AI Concepts</li>



<li>AI Ethics</li>



<li>Communication</li>



<li>Teamwork</li>
</ul>



<p><strong>ปี 2–3</strong></p>



<p>เน้นการประยุกต์ใช้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>AI ตามสาขาวิชา</li>



<li>Project-based Learning</li>



<li>Problem-solving</li>



<li>Data Management</li>



<li>การประเมินข้อมูล</li>



<li>Intercultural Collaboration</li>
</ul>



<p><strong>ปี 3–4</strong></p>



<p>เน้นการประยุกต์ใช้ในโลกจริง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Capstone Project</li>



<li>Responsible AI</li>



<li>การสื่อสารกับ Stakeholders</li>



<li>Ethical Analysis</li>



<li>การสะท้อนคิดเกี่ยวกับการใช้ AI</li>
</ul>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f680.png" alt="🚀" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> </strong><strong>สรุป: นักศึกษาที่ “Future-Proof” </strong><strong>ต้องเป็นแบบไหน?</strong></p>



<p>นักศึกษาที่พร้อมสำหรับอนาคต <strong>ไม่ใช่คนที่ใช้ AI </strong><strong>ได้เก่งที่สุดเพียงอย่างเดียว</strong></p>



<p>แต่คือคนที่สามารถใช้ AI เป็น <strong>“</strong><strong>คู่คิดทางปัญญา (Cognitive Partner)”</strong> พร้อมกับยังคงมีความสามารถด้านมนุษย์ที่สำคัญ ได้แก่</p>



<p><strong>AI Literacy</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>Critical Thinking</strong></li>



<li><strong>Creative Problem-Solving</strong></li>



<li><strong>Communication</strong></li>



<li><strong>Collaboration</strong></li>



<li><strong>Ethical Judgment</strong></li>



<li><strong>Adaptability</strong></li>
</ul>



<p>สาระสำคัญจากงานวิจัยช่วงปี 2025–2026 คือ <strong>AI Literacy </strong><strong>มีความสำคัญมากขึ้น แต่ AI </strong><strong>ไม่ได้เข้ามาแทนที่ทักษะมนุษย์ กลับช่วยขยายศักยภาพของทักษะเหล่านั้น</strong></p>



<p>ดังนั้น เป้าหมายของนักศึกษาในยุค AI ไม่ควรเป็น</p>



<p><img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/274c.png" alt="❌" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> “ฉันจะเก่งกว่า AI ได้อย่างไร?”</p>



<p>แต่ควรเปลี่ยนเป็น</p>



<p><strong>“</strong><strong>ฉันจะใช้ AI </strong><strong>เพื่อทำให้ความคิด ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่นของฉันดีขึ้นได้อย่างไร?”</strong></p>



<p><strong>นี่คือแนวคิดของ “Future-Proof Student” — </strong><strong>นักศึกษาที่ไม่ได้เตรียมตัวเพื่ออาชีพใดอาชีพหนึ่งเท่านั้น แต่เตรียมตัวให้สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปพร้อมกับโลกที่ AI </strong><strong>เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</strong></p>



<p>Source : Nature</p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/09/06/future-proof-skills-every-asian-university-student-needs/">Future-Proof Skills Every Asian University Student Needs</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/09/06/future-proof-skills-every-asian-university-student-needs/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>How are Asian universities reforming assessments to address AI use</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/08/10/how-are-asian-universities-reforming-assessments-to-address-ai-use/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=how-are-asian-universities-reforming-assessments-to-address-ai-use</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/08/10/how-are-asian-universities-reforming-assessments-to-address-ai-use/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 06:41:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[Good Idea!]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Edtech]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2126</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยในเอเชียกำลังปรับรูปแบบการประเมินผลอย่างไร เ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/08/10/how-are-asian-universities-reforming-assessments-to-address-ai-use/">How are Asian universities reforming assessments to address AI use</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/10.08.2026-1024x683.png" alt="" class="wp-image-2127" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/10.08.2026-1024x683.png 1024w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/10.08.2026-300x200.png 300w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/10.08.2026-768x512.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/10.08.2026.png 1536w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มหาวิทยาลัยในเอเชียกำลังปรับรูปแบบการประเมินผลอย่างไร</strong><strong> </strong><strong>เพื่อรับมือกับการใช้</strong><strong> </strong><strong>AI?</strong></p>



<p>ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Generative AI เช่น ChatGPT ได้เข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็วในชีวิตการเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยในเอเชีย ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต้องกลับมาทบทวนคำถามสำคัญว่า <strong>“</strong><strong>เราควรประเมินความรู้และความสามารถของนักศึกษาอย่างไร</strong><strong> </strong><strong>ในยุคที่</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>สามารถช่วยเขียน</strong><strong> </strong><strong>วิเคราะห์</strong><strong> </strong><strong>สรุปข้อมูล</strong><strong> </strong><strong>และแก้ปัญหาได้</strong><strong>?”</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยในเอเชียไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเลือกวิธี “ห้ามใช้ AI ทั้งหมด” อีกต่อไป แต่กำลังปรับระบบการประเมินไปใน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ <strong>การออกแบบงานประเมินรูปแบบใหม่ที่ลดการพึ่งพา</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>อย่างไม่เหมาะสม</strong><strong> (</strong><strong>AI-resistant assessment)</strong> และ <strong>การออกแบบงานที่ให้นักศึกษาใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>อย่างมีเป้าหมายและมีความรับผิดชอบ</strong><strong> (</strong><strong>AI-integrated assessment)</strong></p>



<p>ขณะเดียวกัน หลายมหาวิทยาลัยเริ่มทดลองใช้ AI ช่วยตรวจและให้คะแนนงาน แต่ยังคงกำหนดให้มนุษย์ โดยเฉพาะอาจารย์ เป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อรักษาความถูกต้อง ความยุติธรรม และความโปร่งใสในการประเมินผล</p>



<p><strong>1. </strong><strong>การออกแบบงานประเมินรูปแบบใหม่</strong><strong></strong></p>



<p>หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ มหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังลดการพึ่งพาการสอบหรือการบ้านแบบเดิม เช่น เรียงความหรือรายงานที่นักศึกษาสามารถทำที่บ้านได้ทั้งหมด เพราะงานประเภทนี้อาจเปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้ AI สร้างคำตอบโดยที่อาจารย์ไม่สามารถเห็นกระบวนการคิดที่แท้จริงได้</p>



<p>มหาวิทยาลัยจึงหันมาใช้การประเมินที่ให้นักศึกษา <strong>แสดงความเข้าใจด้วยตนเองแบบเรียลไทม์</strong> หรือภายใต้การควบคุมที่เหมาะสมมากขึ้น</p>



<p><strong>การสอบในชั้นเรียนและการสอบแบบมีผู้ควบคุม</strong><strong></strong></p>



<p>ตัวอย่างเช่น Yong Pung How School of Law ในสิงคโปร์กำลังเพิ่มการสอบแบบเปิดหนังสือบางส่วนและการสอบแบบปิดหนังสือสำหรับวิชาหลัก รวมถึงเพิ่มการทำแบบทดสอบในชั้นเรียน การตอบคำถามด้วยวาจา และการอภิปราย</p>



<p>ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ทุกวิชาหลักจะต้องมีกิจกรรมอย่างน้อยหนึ่งกิจกรรมที่เรียกว่า <strong>“AI-resistant activity”</strong> หรือกิจกรรมที่ออกแบบให้ต้องใช้การวิเคราะห์และการให้เหตุผลในระดับที่ AI ไม่สามารถทำแทนนักศึกษาได้ทั้งหมด</p>



<p>แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้ต้องการเพียงรู้ว่า “คำตอบคืออะไร” แต่ต้องการรู้ว่า <strong>นักศึกษาสามารถคิดและอธิบายเหตุผลของตนเองได้หรือไม่</strong></p>



<p><strong>การสอบปากเปล่าและการแก้ปัญหาแบบสด</strong><strong></strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียมีแนวโน้มเพิ่มการสอบปากเปล่า (oral defence) การแก้ปัญหาแบบสด และการนำเสนอผลงานที่ให้นักศึกษาอธิบายกระบวนการทำงานของตนเอง</p>



<p>ตัวอย่างเช่น นักศึกษาอาจได้รับคำตอบที่สร้างโดย AI แล้วถูกขอให้ <strong>ตรวจสอบว่าคำตอบนั้นถูกต้องหรือไม่</strong><strong> </strong><strong>ระบุข้อผิดพลาด</strong><strong> </strong><strong>และอธิบายว่าจะปรับปรุงอย่างไร</strong></p>



<p>วิธีนี้เปลี่ยนจุดเน้นจาก</p>



<p><strong>“</strong><strong>นักศึกษาสร้างผลงานอะไร</strong><strong>?”</strong></p>



<p>ไปสู่</p>



<p><strong>“</strong><strong>นักศึกษาเข้าใจสิ่งที่สร้างขึ้นมากน้อยเพียงใด</strong><strong> </strong><strong>และสามารถตรวจสอบ</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>ได้หรือไม่</strong><strong>?”</strong></p>



<p><strong>การออกแบบงานที่บูรณาการ</strong><strong> </strong><strong>AI</strong></p>



<p>ในทางกลับกัน บางมหาวิทยาลัยไม่ได้ห้าม AI แต่กำหนดให้นักศึกษาใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เช่น ให้นักศึกษาใช้ AI ช่วยสร้างร่างแรก จากนั้นต้องบันทึกและอธิบายว่าแก้ไขส่วนใด เพราะเหตุใด หรือให้นักศึกษาสร้าง AI agent และประเมินประสิทธิภาพของ AI ดังกล่าว</p>



<p>ตัวอย่างเช่น Nanyang Technological University (NTU) ในสิงคโปร์กำหนดให้ <strong>AI literacy </strong><strong>เป็นทักษะที่นักศึกษาชั้นปีที่</strong><strong> </strong><strong>1 </strong><strong>ต้องเรียนรู้</strong> และตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2026 นักศึกษาจะได้รับการประเมินความสามารถในการสร้างและบริหารจัดการ AI agents โดยใช้เครื่องมือระดับองค์กร</p>



<p>แนวทางดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า นักศึกษาในอนาคตไม่ควรเป็นเพียง “ผู้ใช้ AI” แต่ควรเป็น <strong>ผู้ที่เข้าใจ</strong><strong> </strong><strong>ควบคุม</strong><strong> </strong><strong>ตรวจสอบ</strong><strong> </strong><strong>และใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>อย่างรับผิดชอบ</strong></p>



<p><strong>2. </strong><strong>การกำหนดกติกาการใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>ในงานส่ง</strong><strong></strong></p>



<p>การเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยเริ่มกำหนดให้นักศึกษาระบุอย่างชัดเจนว่า <strong>ใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>หรือไม่</strong><strong> </strong><strong>ใช้เครื่องมืออะไร</strong><strong> </strong><strong>และใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>เพื่อวัตถุประสงค์ใด</strong></p>



<p><strong>การประกาศการใช้</strong><strong> </strong><strong>AI</strong></p>



<p>นโยบายของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเอเชียกำหนดให้นักศึกษาต้องเปิดเผยการใช้ AI ในงาน เช่น ระบุชื่อเครื่องมือ AI วัตถุประสงค์ในการใช้ และระดับการมีส่วนร่วมของ AI</p>



<p>ตัวอย่างเช่น นักศึกษาอาจระบุว่าใช้ AI เพื่อระดมความคิด ตรวจสอบไวยากรณ์ หรือช่วยสร้างโครงร่าง แต่เนื้อหาสุดท้ายได้รับการตรวจสอบและปรับปรุงโดยนักศึกษาเอง</p>



<p>แนวคิดสำคัญคือ <strong>การใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทุจริตโดยอัตโนมัติ</strong> แต่สิ่งสำคัญคือ นักศึกษาต้องใช้ AI ตามกติกา เปิดเผยการใช้งาน และสามารถรับผิดชอบต่อผลงานของตนเองได้</p>



<p><strong>3. “</strong><strong>พื้นที่ห้ามใช้</strong><strong> </strong><strong>AI” </strong><strong>และ</strong><strong> </strong><strong>“</strong><strong>งานที่ต้องใช้</strong><strong> </strong><strong>AI”</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยบางแห่งกำลังใช้แนวทางแบบสองทางควบคู่กัน</p>



<p><strong>AI-free zone</strong> คือ การประเมินที่ห้ามใช้ AI เพื่อทดสอบทักษะพื้นฐานของนักศึกษา เช่น การเขียน การคิดวิเคราะห์ การคำนวณ หรือการเขียนโปรแกรมด้วยตนเอง</p>



<p>ในขณะที่ <strong>AI-required task</strong> คือ งานที่กำหนดให้นักศึกษาใช้ AI และประเมินว่านักศึกษาสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีวิจารณญาณหรือไม่</p>



<p>แนวทางนี้มีข้อดี เพราะช่วยรักษาทักษะพื้นฐานของมนุษย์ ขณะเดียวกันก็เตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานที่ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ</p>



<p><strong>4. </strong><strong>การนำ</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>มาใช้ช่วยตรวจและให้คะแนน</strong><strong></strong></p>



<p>นอกจากการปรับรูปแบบข้อสอบแล้ว มหาวิทยาลัยบางแห่งในเอเชียกำลังทดลองใช้ AI ช่วยตรวจงาน โดยเฉพาะงานเขียนและข้อสอบที่มีนักศึกษาจำนวนมาก</p>



<p>อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญคือ <strong>AI </strong><strong>ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินคะแนนเพียงลำพัง</strong></p>



<p><strong>สิงคโปร์</strong><strong>: </strong><strong>AI </strong><strong>ช่วยตรวจ</strong><strong> </strong><strong>แต่คนยังเป็นผู้ตัดสินใจ</strong><strong></strong></p>



<p>สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทดลองใช้ AI ในการประเมินผลการศึกษาอย่างจริงจัง</p>



<p>มหาวิทยาลัย เช่น NUS, NTU, SUTD และ SIT อนุญาตให้อาจารย์ใช้ AI ช่วยตรวจงานที่มีผลต่อคะแนนปลายภาคได้ในบางกรณี แต่กำหนดว่า <strong>คะแนนที่</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>สร้างขึ้นต้องได้รับการตรวจสอบโดยอาจารย์</strong> และนักศึกษาต้องได้รับแจ้งเมื่อมีการใช้ AI ในการประเมิน</p>



<p>NUS มีแนวทางที่เข้มงวด โดยอนุญาตให้ใช้ AI ตรวจงานเฉพาะเครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบความแม่นยำและได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีการนำไปใช้กับการประเมินเรียงความภาษาอังกฤษบางประเภท โดย AI ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจเพิ่มเติม และอาจารย์จะตรวจสอบผลลัพธ์ โดยเฉพาะกรณีที่คะแนนอยู่ในช่วงก้ำกึ่ง</p>



<p>ในทางกลับกัน SMU และ SUSS ไม่อนุญาตให้ AI เป็นผู้ให้คะแนนการประเมินแบบมีผลต่อคะแนนสุดท้าย เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นธรรม โดย SMU อนุญาตให้ใช้ AI เพื่อให้ feedback ในงานที่มีความเสี่ยงต่ำหรือเพื่อทดลองด้านการเรียนการสอน แต่ไม่ให้ AI เป็นผู้ตัดสินคะแนนสุดท้าย</p>



<p>กระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ยังเน้นว่า หากใช้ AI ช่วยให้คะแนน เครื่องมือดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ อาจารย์ต้องยังคงมีส่วนร่วมในกระบวนการ และต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อคะแนนสุดท้าย นักศึกษาควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ AI และเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน</p>



<p><strong>5. </strong><strong>เกาหลีใต้</strong><strong>: </strong><strong>ใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>เพื่อปฏิรูประบบการสอบ</strong><strong></strong></p>



<p>เกาหลีใต้กำลังนำ AI เข้ามาใช้ควบคู่กับการเปลี่ยนจากการสอบแบบปรนัยไปสู่การประเมินแบบเขียนคำตอบมากขึ้น</p>



<p>สำนักงานการศึกษาของกรุงโซล ปูซาน และอินชอนร่วมกันดำเนินระบบ <strong>“Chaeum AI”</strong> สำหรับตรวจเรียงความและคำตอบแบบเขียน โดยมีความแม่นยำในระดับที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการประเมินได้ ขณะที่จังหวัดคยองกีได้พัฒนาระบบ <strong>“Hi-Learning AI Essay and Short-Answer Assessment System”</strong> เพื่อช่วยให้การประเมินมีมาตรฐานและลดภาระการตรวจงานของครู</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาการใช้ AI ช่วยตรวจข้อสอบแบบเขียนสำหรับการปฏิรูประบบ CSAT หรือ Suneung ซึ่งเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่สำคัญของเกาหลีใต้ โดยมีการทดลองระบบ AI ในสถานศึกษาแล้วตั้งแต่ปี 2025</p>



<p><strong>6. </strong><strong>เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังทดลองแนวทางใหม่</strong><strong></strong></p>



<p>ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปฏิรูปยังอยู่ในระยะทดลอง แต่มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น</p>



<p><strong>เวียดนาม</strong><strong></strong></p>



<p>British University Vietnam ทดลองใช้ <strong>AI Assessment Scale (AIAS)</strong> ซึ่งเป็นกรอบ 5 ระดับ ตั้งแต่ “ไม่ใช้ AI” ไปจนถึง “ใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ” เพื่อช่วยให้อาจารย์และนักศึกษารู้ว่า AI สามารถใช้ในงานแต่ละประเภทได้มากน้อยเพียงใด</p>



<p>ผลการทดลองพบว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับ GenAI และเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักศึกษา ขณะเดียวกันอาจารย์สามารถออกแบบงานที่ใช้ประโยชน์จาก AI พร้อมส่งเสริมการคิดวิเคราะห์</p>



<p><strong>ประเทศไทย</strong><strong></strong></p>



<p>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการใช้พื้นที่ทดลองที่ปลอดภัยหรือ <strong>“ChulaGENIE sandbox”</strong> เพื่อประเมินความสามารถของนักศึกษาในการสร้าง AI assistants ที่เหมาะกับสาขาวิชา รวมถึงการตรวจสอบและวิพากษ์ผลลัพธ์ของ AI โดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล</p>



<p>แนวทางนี้แสดงให้เห็นว่า นักศึกษาไทยในอนาคตอาจไม่ได้ถูกประเมินเพียงว่า “ใช้ AI ได้หรือไม่” แต่จะถูกประเมินว่า <strong>สามารถออกแบบ</strong><strong> </strong><strong>ใช้</strong><strong> </strong><strong>ตรวจสอบ</strong><strong> </strong><strong>และควบคุม</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>ได้ดีเพียงใด</strong></p>



<p><strong>7. </strong><strong>นักศึกษาควรเตรียมตัวอย่างไร</strong><strong>?</strong></p>



<p>การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความหมายโดยตรงต่อนักศึกษามหาวิทยาลัย เพราะการเรียนในยุค AI ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกใช้ AI แต่หมายความว่า <strong>เราต้องใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>อย่างฉลาดและรับผิดชอบมากขึ้น</strong></p>



<p>นักศึกษาควรพัฒนาทักษะสำคัญอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่</p>



<ol start="1" class="wp-block-list">
<li><strong>AI literacy</strong> – เข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร มีข้อจำกัดอะไร และควรใช้เมื่อใด</li>



<li><strong>Critical thinking</strong> – สามารถตรวจสอบข้อมูลและคำตอบที่ AI สร้างขึ้น</li>



<li><strong>Prompt skills</strong> – สามารถสื่อสารกับ AI เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ</li>



<li><strong>Ethical AI use</strong> – รู้จักเรื่องความเป็นส่วนตัว ลิขสิทธิ์ ความลำเอียง และความซื่อสัตย์ทางวิชาการ</li>



<li><strong>Human skills</strong> – การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจ</li>
</ol>



<p><strong>บทสรุป</strong><strong></strong></p>



<p>การปฏิรูปการประเมินผลของมหาวิทยาลัยในเอเชียกำลังเปลี่ยนจากคำถามว่า <strong>“</strong><strong>เราจะป้องกันไม่ให้นักศึกษาใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>ได้อย่างไร</strong><strong>?”</strong> ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ <strong>“</strong><strong>เราจะออกแบบการเรียนรู้และการประเมินอย่างไร</strong><strong> </strong><strong>เพื่อให้นักศึกษาใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>ได้อย่างมีความรู้</strong><strong> </strong><strong>มีวิจารณญาณ</strong><strong> </strong><strong>และมีความรับผิดชอบ</strong><strong>?”</strong></p>



<p>แนวโน้มสำคัญคือ การประเมินจะมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการสอบในชั้นเรียน การสอบปากเปล่า การแก้ปัญหาแบบสด การวิพากษ์คำตอบของ AI โครงงานที่บูรณาการ AI และการประกาศการใช้ AI อย่างโปร่งใส</p>



<p>ขณะเดียวกัน การใช้ AI ช่วยตรวจงานจะเพิ่มขึ้น แต่ <strong>มนุษย์ยังคงต้องอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ</strong> โดยเฉพาะการประเมินที่มีผลกระทบสูงต่ออนาคตของนักศึกษา</p>



<p>สำหรับมหาวิทยาลัยและอาจารย์ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ <strong>(1) </strong><strong>กำหนดกติกาให้ชัดเจนว่าเมื่อใดห้ามใช้</strong><strong> </strong><strong>อนุญาตให้ใช้</strong><strong> </strong><strong>หรือจำเป็นต้องใช้</strong><strong> </strong><strong>AI (2) </strong><strong>พัฒนาทักษะของอาจารย์ในการออกแบบการประเมินที่เหมาะกับยุค</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>และ</strong><strong> (</strong><strong>3) </strong><strong>ให้คำแนะนำแก่นักศึกษาเกี่ยวกับการใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>อย่างมีจริยธรรมและการเปิดเผยการใช้</strong><strong> </strong><strong>AI</strong></p>



<p>ท้ายที่สุด เป้าหมายของการศึกษาในยุค AI ไม่ใช่การสร้างนักศึกษาที่ “ไม่ใช้ AI” แต่คือการสร้างบัณฑิตที่ <strong>“</strong><strong>ใช้</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>ได้อย่างมีวิจารณญาณ</strong><strong> </strong><strong>และยังคงคิดเป็นด้วยตนเอง</strong><strong>”</strong> เพราะในโลกการทำงานแห่งอนาคต ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสามารถเข้าถึง AI ได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่า <strong>ใครสามารถทำงานร่วมกับ</strong><strong> </strong><strong>AI </strong><strong>ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</strong><strong> </strong><strong>มีจริยธรรม</strong><strong> </strong><strong>และมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด</strong></p>



<p>Source : cte.smu.edu.sg</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/08/10/how-are-asian-universities-reforming-assessments-to-address-ai-use/">How are Asian universities reforming assessments to address AI use</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/08/10/how-are-asian-universities-reforming-assessments-to-address-ai-use/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AI Adoption Among Asian University Students: Statistics and Trends</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/08/10/ai-adoption-among-asian-university-students-statistics-and-trends/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=ai-adoption-among-asian-university-students-statistics-and-trends</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/08/10/ai-adoption-among-asian-university-students-statistics-and-trends/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 05:40:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[artificial intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Edtech]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2122</guid>

					<description><![CDATA[<p>การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/08/10/ai-adoption-among-asian-university-students-statistics-and-trends/">AI Adoption Among Asian University Students: Statistics and Trends</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/05/statistics_show_high_adoption_rates_of_ai_tools_by_students_m42hiqee4dkprkfmkydf_0-683x1024.png" alt="" class="wp-image-2081" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/05/statistics_show_high_adoption_rates_of_ai_tools_by_students_m42hiqee4dkprkfmkydf_0-683x1024.png 683w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/05/statistics_show_high_adoption_rates_of_ai_tools_by_students_m42hiqee4dkprkfmkydf_0-200x300.png 200w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/05/statistics_show_high_adoption_rates_of_ai_tools_by_students_m42hiqee4dkprkfmkydf_0-768x1152.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/05/statistics_show_high_adoption_rates_of_ai_tools_by_students_m42hiqee4dkprkfmkydf_0.png 832w" sizes="auto, (max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) </strong><strong>มาใช้ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในเอเชีย: สถิติและแนวโน้ม</strong></p>



<p>ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษาระดับอุดมศึกษาในเอเชียอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนักศึกษามหาวิทยาลัยประมาณ <strong>81–97%</strong> ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (Generative AI) เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา การนำ AI มาใช้ได้เติบโตเร็วกว่าความพร้อมของสถาบันการศึกษา จึงนำไปสู่การอภิปรายอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับ <strong>ความรู้และทักษะด้าน AI (AI literacy)</strong> การปรับรูปแบบการประเมินผลการเรียน และการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีทั่วทั้งภูมิภาค</p>



<p><strong>การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการใช้ AI </strong><strong>ในภูมิภาค</strong></p>



<p>ผลสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นว่า การใช้ AI ของนักศึกษามหาวิทยาลัยในเอเชียมีระดับใกล้เคียงหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก รายงานของ Deloitte ในปี 2024 พบว่า <strong>81% </strong><strong>ของนักศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</strong> ใช้ Generative AI โดยกลุ่มอายุ 18–24 ปีเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานสูงที่สุด</p>



<p>ในฮ่องกง นักศึกษาของ Hong Kong University of Science and Technology จำนวน <strong>96%</strong> รายงานว่าใช้เครื่องมือ AI ในการเรียน โดย 44% ใช้เป็นประจำทุกสัปดาห์ และ 23% ใช้ทุกวัน</p>



<p>ในอินโดนีเซีย นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ตอบแบบสำรวจจำนวน <strong>97.6%</strong> ระบุว่าใช้ Generative AI ในงานด้านการศึกษา โดยเครื่องมือที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ ChatGPT และ Canva</p>



<p>ในระดับโลก ปัจจุบันประมาณ <strong>88% </strong><strong>ของนักศึกษาใช้ AI </strong><strong>ในการเรียน</strong> โดยอัตราการใช้งานแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ได้แก่ 92% ในละตินอเมริกา 85% ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา และ 65% ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา</p>



<p>งานวิจัยยังพบว่า นักศึกษาในเอเชียมีแนวโน้มใช้ AI ในอัตราที่สูงกว่านักศึกษาในประเทศตะวันตก ตัวอย่างเช่น ในวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา นักศึกษาชาวเอเชียรายงานอัตราการใช้ AI อยู่ที่ <strong>91.3%</strong> ซึ่งสูงกว่านักศึกษาผิวขาวถึง 11.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ผลดังกล่าวอาจสะท้อนว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรม ระบบการศึกษา หรือโครงสร้างทางสังคมบางประการอาจส่งเสริมการนำ AI มาใช้ในกลุ่มนักศึกษาเอเชียมากกว่า</p>



<p><strong>เครื่องมือ รูปแบบการใช้งาน และลักษณะของผู้ใช้</strong></p>



<p><strong>ChatGPT</strong> ยังคงเป็นเครื่องมือ Generative AI ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเอเชีย โดยนักศึกษาทั่วโลกที่ตอบแบบสำรวจ 66% ระบุว่าใช้ ChatGPT และในกลุ่มนักศึกษาปริญญาตรีของอินโดนีเซีย 44% ระบุว่า ChatGPT เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้</p>



<p>เครื่องมืออื่น ๆ ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ได้แก่ <strong>Google Gemini, Microsoft Copilot, Grammarly, Perplexity AI </strong><strong>และ Canva</strong></p>



<p>ในประเทศจีน ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับโลก นักศึกษาจึงพึ่งพาเครื่องมือภายในประเทศ เช่น <strong>Kimi Chat, ChatGLM, Doubao, Wenxin Yiyan </strong><strong>และ Qwen</strong></p>



<p>นักศึกษาใช้ AI สำหรับงานทางวิชาการหลายรูปแบบ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การระดมความคิดและค้นหาแนวทางในการทำงาน</li>



<li>การสรุปบทความหรือเอกสารประกอบการเรียน</li>



<li>การถอดความหรือเรียบเรียงข้อความใหม่</li>



<li>การช่วยร่างเรียงความ</li>



<li>การสร้างและตรวจสอบโค้ดโปรแกรม</li>
</ul>



<p>งานวิจัยในปี 2025 ที่ศึกษานักศึกษามหาวิทยาลัยในมาเลเซียพบว่า สามารถแบ่งพฤติกรรมการใช้ AI ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่</p>



<ol start="1" class="wp-block-list">
<li><strong>ผู้ใช้แบบเลือกเฉพาะ (Selective Users)</strong> — 14.9%</li>



<li><strong>ผู้ใช้ในระดับปานกลาง (Moderate Adopters)</strong> — 31.8% โดยเน้นการเขียนโค้ด</li>



<li><strong>ผู้ใช้เพื่อการศึกษาอย่างกระตือรือร้น (Academic Enthusiasts)</strong> — 33.0% โดยเน้นงานด้านข้อความ</li>



<li><strong>ผู้ใช้แบบครอบคลุม (Comprehensive Users)</strong> — 20.3% ซึ่งใช้ AI ในงานหลากหลายรูปแบบ</li>
</ol>



<p>งานวิจัยยังพบความแตกต่างระหว่างเพศในด้าน <strong>ลักษณะการนำ AI </strong><strong>ไปใช้</strong> มากกว่าด้านการเข้าถึง AI โดยนักศึกษาชายมีแนวโน้มใช้ AI กับงานด้านการเขียนโค้ดมากกว่า ขณะที่นักศึกษาหญิงมีแนวโน้มใช้ AI กับงานที่เกี่ยวข้องกับข้อความมากกว่า</p>



<p><strong>ความแตกต่างระหว่างประเทศและข้อจำกัดด้านการเข้าถึง</strong></p>



<p>รูปแบบการใช้ AI แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างประเทศในเอเชีย เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายของภาครัฐ และบริบททางวัฒนธรรม</p>



<p><strong>ประเทศไทยและสิงคโปร์</strong> กำลังกลายเป็นผู้นำด้านการนำ AI มาใช้ในภูมิภาค โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยุทธศาสตร์ระดับประเทศที่ชัดเจน รวมถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากร</p>



<p>ในทางตรงกันข้าม นักศึกษามหาวิทยาลัยในจีนเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับโลก เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ส่งผลให้นักศึกษาหันไปใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) ที่พัฒนาในประเทศแทน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม นักศึกษาจีนที่เรียนด้าน STEM และนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษยังคงนิยมใช้ AI ระดับโลกสำหรับงานด้านเทคนิคและงานภาษาอังกฤษ ในขณะที่นักศึกษาด้านมนุษยศาสตร์มีแนวโน้มเลือกใช้เครื่องมือภายในประเทศสำหรับงานภาษาและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบริบททางวัฒนธรรมจีน</p>



<p>ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักศึกษามีความคุ้นเคยกับ AI ในระดับสูงและมีทัศนคติเชิงบวกต่อเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม นักศึกษายังมีความกังวลเกี่ยวกับ <strong>การพึ่งพา AI </strong><strong>มากเกินไป จริยธรรม และการขาดคำแนะนำที่ชัดเจนจากสถาบันการศึกษา</strong></p>



<p>ในบังกลาเทศ นักศึกษาบางส่วนใช้ ChatGPT ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาและนอกเหนือจากการศึกษา ขณะที่นักศึกษาบางรายพยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงระบบตรวจจับการคัดลอกผลงาน ซึ่งก่อให้เกิดข้อกังวลด้าน <strong>ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ (academic integrity)</strong></p>



<p>สำหรับมาเลเซีย การทดสอบแบบ paired t-test พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง <strong>ความคาดหวังของนักศึกษาที่มีต่อการสนับสนุนจาก AI</strong> กับ <strong>ระดับการนำ AI </strong><strong>มาใช้จริงในสถาบันการศึกษา</strong> นักศึกษาจึงเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยมีแนวทางด้านจริยธรรมที่ชัดเจนขึ้น และมีการบูรณาการ AI อย่างเป็นระบบมากขึ้น</p>



<p><strong>ทัศนคติ ประโยชน์ และข้อกังวลของนักศึกษา</strong></p>



<p>โดยทั่วไป นักศึกษามีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อกังวลหลายประการ</p>



<p><strong>ประโยชน์ที่นักศึกษามองเห็น</strong></p>



<p>ประโยชน์สำคัญของ AI ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การสนับสนุนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล</li>



<li>การเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและทำงาน</li>



<li>ความสะดวกและการประหยัดเวลา</li>



<li>การพัฒนาทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพในอนาคต</li>
</ul>



<p>อย่างไรก็ตาม นักศึกษายังคงกังวลเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การพึ่งพา AI มากเกินไป</li>



<li>การลดลงของความสามารถในการคิดอย่างอิสระ</li>



<li>อคติของอัลกอริทึม</li>



<li>ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล</li>



<li>ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล</li>



<li>การนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดหรือผิดจริยธรรม</li>
</ul>



<p>ผลสำรวจระดับโลกในปี 2026 พบว่า แม้ <strong>88% </strong><strong>ของนักศึกษาจะใช้ AI </strong><strong>ในการเรียน</strong> แต่มีเพียง <strong>29% </strong><strong>เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่าอาจารย์สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ AI </strong><strong>ได้อย่างเหมาะสม</strong> ช่องว่างด้านความไว้วางใจนี้มีความชัดเจนเป็นพิเศษในพื้นที่ที่อาจารย์ยังขาดการฝึกอบรมด้าน AI หรือสถาบันการศึกษายังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน</p>



<p>แม้การใช้ AI จะอยู่ในระดับสูง แต่ประมาณ <strong>58% </strong><strong>ของนักศึกษารู้สึกว่าตนเองยังเตรียมตัวไม่เพียงพอสำหรับตลาดแรงงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI</strong> และ <strong>72% </strong><strong>เชื่อว่ามหาวิทยาลัยควรจัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้ AI </strong><strong>อย่างมีประสิทธิภาพ</strong></p>



<p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า <strong>ความรู้และทักษะด้านดิจิทัล (digital literacy)</strong> เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการนำ AI มาใช้ของนักศึกษามหาวิทยาลัย ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นฐานด้าน <strong>AI literacy</strong> ให้แก่นักศึกษา</p>



<p><strong>การตอบสนองของสถาบันการศึกษาและการพัฒนานโยบาย</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยในเอเชียเริ่มตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยการจัดทำนโยบายและโครงการฝึกอบรมที่เป็นระบบมากขึ้น</p>



<p>การทบทวนงานวิจัยแบบ scoping review ในปี 2025 ซึ่งศึกษานโยบายของมหาวิทยาลัย 30 แห่งในเอเชีย พบว่า <strong>นักศึกษาเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายเหล่านี้</strong> โดยมีนโยบาย 28 ฉบับที่ระบุเนื้อหาหรือข้อกำหนดสำหรับนักศึกษาโดยเฉพาะ</p>



<p>ความคาดหวังที่พบมากที่สุดคือ นักศึกษาควรมี <strong>ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของ Generative AI</strong> ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการใช้ AI อย่างมีความรู้และความรับผิดชอบ</p>



<p>ตัวอย่างเช่น University of Malaya ได้จัดให้มีการฝึกอบรมด้าน AI literacy สำหรับนักศึกษาและบุคลากร กำหนดให้มีความโปร่งใสในการใช้ AI ในการเรียนการสอน และกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับระดับการใช้ AI ที่อนุญาตในงานที่ได้รับมอบหมาย</p>



<p>นโยบายของ Universiti Malaya กำหนดให้บุคลากรทางวิชาการต้องเปิดเผยการใช้ AI ในเอกสารประกอบการเรียนและการประเมินผล ขณะที่นักศึกษาต้องระบุการใช้ AI ในงานทุกชิ้น พร้อมทั้งระบุว่าใช้เครื่องมือใดและ AI มีบทบาทอย่างไรในการจัดทำงานนั้น</p>



<p>แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่าง <strong>การส่งเสริมนวัตกรรม</strong> กับ <strong>ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ</strong> โดยทำให้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาทดแทนผลงานและความคิดริเริ่มของนักศึกษา</p>



<p><strong>ผลกระทบต่อนโยบายและการปฏิบัติ</strong></p>



<p>หลักฐานจากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาในเอเชียควรให้ความสำคัญกับ <strong>3 </strong><strong>ประเด็นหลัก</strong></p>



<p><strong>1. </strong><strong>การพัฒนา AI literacy </strong><strong>และการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยควรบูรณาการการเรียนรู้เกี่ยวกับ AI เข้าไปในหลักสูตรอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมเรื่อง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ</li>



<li>การเขียนคำสั่งหรือ prompt อย่างมีประสิทธิภาพ (prompt engineering)</li>



<li>การตรวจสอบและประเมินความถูกต้องของผลลัพธ์จาก AI</li>



<li>การตระหนักถึงข้อจำกัดและความเสี่ยงของ AI</li>
</ul>



<p><strong>2. </strong><strong>การจัดทำนโยบายการใช้ AI </strong><strong>ที่ชัดเจน</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยควรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI ใน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การทำข้อสอบและการประเมินผล</li>



<li>การทำรายงานและงานที่ได้รับมอบหมาย</li>



<li>การอ้างอิงแหล่งข้อมูล</li>



<li>ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ</li>
</ul>



<p>นโยบายที่ชัดเจนจะช่วยลดความสับสนและความไม่แน่นอนทั้งสำหรับนักศึกษาและอาจารย์</p>



<p><strong>3. </strong><strong>การสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงและการปรับ AI </strong><strong>ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยควรทำให้เกิดการเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม รวมถึงสนับสนุนเครื่องมือ AI ภายในประเทศในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือระดับโลก</p>



<p>นอกจากนี้ การสนับสนุนควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง <strong>สาขาวิชา ภาษา และบริบททางวัฒนธรรม</strong> ของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม</p>



<p><strong>บทสรุป</strong></p>



<p>จากแนวโน้มดังกล่าว เห็นได้อย่างชัดเจนว่า <strong>AI </strong><strong>กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยของนักศึกษาเอเชียอย่างรวดเร็ว</strong> อย่างไรก็ตาม การที่นักศึกษาใช้ AI ในระดับสูงไม่ได้หมายความว่าสถาบันการศึกษามีความพร้อมในระดับเดียวกัน</p>



<p>สำหรับผู้ที่ทำงานด้าน <strong>นโยบาย AI </strong><strong>และการฝึกอบรมครูหรืออาจารย์ในบริบทเอเชีย</strong> แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนากรอบ <strong>AI literacy </strong><strong>ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศและสถาบัน</strong></p>



<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษา <strong>Gen Alpha</strong> ที่กำลังเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมอง AI เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการเรียนรู้ ไม่ใช่เทคโนโลยีเพิ่มเติมที่สามารถเลือกใช้หรือไม่ใช้ก็ได้</p>



<p>ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้และการฝึกอบรมที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น จะมีบทบาทสำคัญในการลดช่องว่างระหว่าง <strong>ความคาดหวังของนักศึกษา</strong> กับ <strong>ศักยภาพและความพร้อมของสถาบันการศึกษา</strong></p>



<p>เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การนำ AI มาใช้ในมหาวิทยาลัยของเอเชียสามารถดำเนินไปพร้อมกันทั้งในด้าน <strong>นวัตกรรม ประสิทธิภาพ ความเท่าเทียม และจริยธรรมทางการศึกษา</strong></p>



<p>Source : koreatimes</p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/08/10/ai-adoption-among-asian-university-students-statistics-and-trends/">AI Adoption Among Asian University Students: Statistics and Trends</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/08/10/ai-adoption-among-asian-university-students-statistics-and-trends/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาวิทยาลัยกำลังปรับหลักสูตรอย่างไรเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่บูรณาการ AI</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/08/02/how-are-universities-adapting-curricula-for-an-ai-integrated-economy/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=how-are-universities-adapting-curricula-for-an-ai-integrated-economy</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/08/02/how-are-universities-adapting-curricula-for-an-ai-integrated-economy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2026 09:07:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[artificial intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2118</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยกำลังปรับหลักสูตรอย่างไรเพื่อรองรับเศรษฐกิจท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/08/02/how-are-universities-adapting-curricula-for-an-ai-integrated-economy/">มหาวิทยาลัยกำลังปรับหลักสูตรอย่างไรเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่บูรณาการ AI</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" data-id="2119" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/how_are_universities_adapting_curricula_for_an_ai-integrated_economy_qi25pkru1cdpwqteuniy_1.png" alt="" class="wp-image-2119" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/how_are_universities_adapting_curricula_for_an_ai-integrated_economy_qi25pkru1cdpwqteuniy_1.png 1024w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/how_are_universities_adapting_curricula_for_an_ai-integrated_economy_qi25pkru1cdpwqteuniy_1-300x300.png 300w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/how_are_universities_adapting_curricula_for_an_ai-integrated_economy_qi25pkru1cdpwqteuniy_1-150x150.png 150w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/how_are_universities_adapting_curricula_for_an_ai-integrated_economy_qi25pkru1cdpwqteuniy_1-768x768.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/how_are_universities_adapting_curricula_for_an_ai-integrated_economy_qi25pkru1cdpwqteuniy_1-24x24.png 24w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/how_are_universities_adapting_curricula_for_an_ai-integrated_economy_qi25pkru1cdpwqteuniy_1-48x48.png 48w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/how_are_universities_adapting_curricula_for_an_ai-integrated_economy_qi25pkru1cdpwqteuniy_1-96x96.png 96w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div></figure>



<p></p>



<p><strong>มหาวิทยาลัยกำลังปรับหลักสูตรอย่างไรเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่บูรณาการ </strong><strong>AI</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแนวทางจาก <strong>“</strong><strong>การห้ามใช้ </strong><strong>AI</strong><strong>”</strong> ไปสู่ <strong>“</strong><strong>การบูรณาการความรู้ด้าน </strong><strong>AI (AI Literacy) </strong><strong>และทักษะการใช้ </strong><strong>AI </strong><strong>ร่วมกับการทำงาน (</strong><strong>AI-Augmented Skills)</strong><strong>”</strong> ในทุกหลักสูตร เพื่อให้บัณฑิตสามารถใช้ AI ในสาขาวิชาของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะเรียนรู้เรื่อง AI เฉพาะในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เท่านั้น</p>



<p><strong>1. </strong><strong>ทำให้ความรู้ด้าน </strong><strong>AI </strong><strong>เป็นทักษะพื้นฐานของนักศึกษาทุกคน</strong><strong></strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยจำนวนมากเริ่มมองว่า <strong>AI Literacy</strong> เป็นทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญไม่ต่างจากการเขียนหรือการใช้สถิติ โดยบัณฑิตทุกคนควรมีความรู้ด้านนี้ก่อนสำเร็จการศึกษา</p>



<p>ตัวอย่าง ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>มหาวิทยาลัยฮ่องกง (</strong><strong>HKU)</strong> กำหนดให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกคนต้องเรียนรายวิชา <strong>AI Literacy</strong> ตั้งแต่ปีการศึกษา 2025–2026 ครอบคลุมพื้นฐาน AI จริยธรรม ความสามารถ และข้อจำกัดของ AI</li>



<li>HKU ยังจัดตั้ง <strong>AI Area of Inquiry</strong> ในหลักสูตร Common Core ซึ่งเปิดรายวิชาสหวิทยาการมากกว่า 20–30 รายวิชา เช่น กฎหมาย ศิลปศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาทุกคนได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในหลากหลายสาขา</li>



<li><strong>State University of New York (SUNY)</strong> ปรับข้อกำหนดด้าน Information Literacy โดยตั้งแต่ภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วง ปี 2026 เป็นต้นไป รายวิชาจะต้องครอบคลุมประเด็นจริยธรรมของเทคโนโลยีเกิดใหม่ รวมถึง AI</li>



<li><strong>Ohio State University</strong> เปิดโครงการ <strong>AI Fluency</strong> ที่บูรณาการการเรียนรู้ด้าน AI ในทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรี เช่น การเรียนรู้พื้นฐาน Generative AI ในชั้นปีที่ 1 การจัดเวิร์กชอประหว่างการปฐมนิเทศ และรายวิชา <strong>Unlocking Generative AI</strong> ที่เปิดให้นักศึกษาทุกสาขาเรียนได้</li>



<li><strong>DeVry University</strong> ประกาศแผนบูรณาการ AI Literacy และทักษะการใช้ AI ในทุกรายวิชาภายในปี 2026 รวมถึงการใช้ผู้ช่วยการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ภายในชั้นเรียน</li>
</ul>



<p>แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนาหลักสูตรในปัจจุบัน ซึ่งให้ความสำคัญกับ <strong>AI </strong><strong>ควบคู่กับจริยธรรม การคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับอคติของอัลกอริทึม (</strong><strong>Algorithmic Bias) </strong><strong>ข่าวลวง (</strong><strong>Misinformation) </strong><strong>และการออกแบบการเรียนการสอนด้วย </strong><strong>Generative AI </strong><strong>และสื่อหลายรูปแบบ (</strong><strong>Multimodal Learning)</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>2. </strong><strong>แนวคิด “</strong><strong>AI + X</strong><strong>”</strong><strong>: </strong><strong>บูรณาการ </strong><strong>AI </strong><strong>เข้ากับทุกสาขาวิชา</strong><strong></strong></p>



<p>แทนที่จะเปิดเพียงหลักสูตรด้าน AI โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยชั้นนำกำลังผสาน AI เข้าไปในทุกศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถประยุกต์ใช้ AI ในบริบทของวิชาชีพของตน</p>



<p>ตัวอย่างการบูรณาการ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สาขาสุขภาพและการพยาบาล</strong>: ใช้ AI ในการช่วยวินิจฉัยโรค การจัดทำเวชระเบียน และการประสานงานด้านการดูแลผู้ป่วย</li>



<li><strong>สาขาบริหารธุรกิจและการจัดการ</strong>: เรียนรู้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ และการใช้ระบบอัตโนมัติอย่างมีความรับผิดชอบ</li>



<li><strong>สาขานิติศาสตร์</strong>: ใช้ AI เพื่อช่วยค้นคว้ากฎหมาย การร่างเอกสารทางกฎหมาย และศึกษาประเด็นจริยธรรมของการใช้ AI ในวิชาชีพกฎหมาย</li>



<li><strong>สาขาวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์</strong>: ประยุกต์ AI ในการจำลองสถานการณ์ (Simulation) การวิเคราะห์ข้อมูล และการออกแบบการทดลอง</li>
</ul>



<p>HKU เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยนอกจากรายวิชา AI ภาคบังคับแล้ว ยังเปิดหลักสูตรสหวิทยาการใหม่ 11 หลักสูตรที่เน้น AI และวิทยาการข้อมูล (Data Science) รวมทั้งเปิดโครงการ <strong>AI+X</strong> ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีสามารถสำเร็จทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทภายในระยะเวลา 5 ปีหรือน้อยกว่า</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>3. </strong><strong>เปิดหลักสูตรใหม่ วิชาโท และ </strong><strong>Micro-credentials </strong><strong>ด้าน </strong><strong>AI</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังขยายโอกาสการเรียนรู้ด้าน AI ผ่านหลักสูตรในรูปแบบต่าง ๆ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>University of California San Diego (UC San Diego)</strong> เปิดหลักสูตรปริญญาตรีด้าน AI โดยเฉพาะเป็นครั้งแรกในปี 2025 เริ่มรับนักศึกษาประมาณ 150 คน และมีแผนขยายเป็นประมาณ 1,000 คนภายในปี 2029</li>



<li>หลายมหาวิทยาลัยเปิด <strong>วิชาโท (</strong><strong>Minor)</strong>, <strong>ประกาศนียบัตร (</strong><strong>Certificate)</strong> และ <strong>Micro-credentials</strong> ด้าน AI เช่น หลักสูตรออนไลน์ระยะสั้นเกี่ยวกับการใช้ Generative AI อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งสามารถสะสมหน่วยกิตร่วมกับหลักสูตรปริญญาได้</li>



<li>ในประเทศจีน มีการยกเลิกหรือระงับหลักสูตรระดับปริญญาตรีมากกว่า 12,000 หลักสูตรระหว่างปี 2021–2025 และเปิดหลักสูตรใหม่กว่า 10,200 หลักสูตร โดยเน้นด้าน AI และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงสาขา <strong>Embodied Intelligence</strong> ซึ่งผสาน AI กับหุ่นยนต์</li>
</ul>



<p>แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าการปรับหลักสูตรไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มรายวิชา AI หนึ่งรายวิชา แต่เป็นการออกแบบหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานในยุค AI</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>4. </strong><strong>ปรับรูปแบบการเรียนการสอนและการประเมินผล</strong><strong></strong></p>



<p>การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเนื้อหาวิชา แต่รวมถึงวิธีการเรียนรู้และการประเมินผลด้วย</p>



<p>ตัวอย่าง ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สอนให้นักศึกษามีทักษะในการเขียน <strong>Prompt</strong> การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล (Source Verification) การเปิดเผยการใช้ AI ในงานวิชาการ และการเข้าใจระบบตรวจจับการใช้ AI เพื่อรักษาความซื่อสัตย์ทางวิชาการ</li>



<li>อาจารย์ใช้ Generative AI เป็น <strong>ผู้ช่วยในการสอน (</strong><strong>Teaching Colleague)</strong> เช่น ใช้แดชบอร์ดอัจฉริยะเพื่อช่วยให้นักศึกษาสะท้อนการเรียนรู้ ปรับปรุงงาน และพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง</li>



<li>ใช้ Generative AI เพื่อช่วยวางแผนการสอน สร้างสื่อการเรียนรู้ ให้ข้อเสนอแนะระหว่างเรียน และผลิตสื่อหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอนและสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล</li>
</ul>



<p>แนวทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากคำถามว่า</p>



<p><strong>&#8220;</strong><strong>นักศึกษาหลีกเลี่ยงการใช้ </strong><strong>AI </strong><strong>ได้หรือไม่</strong><strong>?&#8221;</strong></p>



<p></p>



<p><strong>&#8220;</strong><strong>นักศึกษาสามารถใช้ </strong><strong>AI </strong><strong>อย่างมีความรับผิดชอบเพื่อสร้างผลงานที่มีคุณภาพมากขึ้นได้หรือไม่</strong><strong>?&#8221;</strong></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>5. </strong><strong>บูรณาการ </strong><strong>AI </strong><strong>กับการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง (</strong><strong>Work-Integrated Learning: WIL)</strong></p>



<p>มหาวิทยาลัยหลายแห่งนำ AI มาใช้ในโครงการฝึกงาน สหกิจศึกษา และการเรียนรู้จากโครงงาน (Project-Based Learning) เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ AI ในสถานการณ์จริง</p>



<p>ตัวอย่าง ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใช้ AI และ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลและค้นหารูปแบบในโครงงาน เช่น การติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือการคัดเลือกสารต้นแบบสำหรับการพัฒนายา</li>



<li>ฝึกให้นักศึกษาผสมผสานความรู้เฉพาะสาขากับเครื่องมือ AI เพื่อแก้ปัญหาจริง และนำเสนอผลงานแก่ภาคอุตสาหกรรม</li>



<li>ใช้ AI เพื่อศึกษาข้อมูลขององค์กร วางแผนเป้าหมายการเรียนรู้ และสร้างแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) พร้อมทั้งเรียนรู้มาตรฐานด้านจริยธรรมและวิชาชีพ</li>
</ul>



<p>แนวทางนี้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงเครื่องมือ AI ขั้นสูงได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น หากมหาวิทยาลัยมีการสนับสนุนด้านการฝึกอบรมและทรัพยากรที่เพียงพอ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>6. </strong><strong>นโยบายระดับประเทศเป็นแรงผลักดันสำคัญ</strong><strong></strong></p>



<p>ในหลายประเทศ การปรับหลักสูตรเกิดขึ้นจากนโยบายของภาครัฐโดยตรง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ประเทศจีน</strong> เชื่อมโยงการปฏิรูปการอุดมศึกษากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) ซึ่งกำหนดให้ AI เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตรให้ตอบสนองเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI</li>



<li><strong>ประเทศอินเดีย</strong> ปรับปรุงหลักสูตรภายใต้นโยบาย <strong>National Education Policy (NEP) 2020</strong> และ <strong>National Credit Framework</strong> เพื่อบูรณาการทักษะด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะด้าน AI ในทุกระดับการศึกษา</li>
</ul>



<p>นโยบายเหล่านี้ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มดำเนินการอยู่แล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและความคาดหวังของผู้เรียน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>ความหมายต่อคุณค่าของปริญญาในยุค </strong><strong>AI</strong></p>



<p>ภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงสะท้อนให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยกำลังพยายามรักษาคุณค่าของปริญญา โดยเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับสมรรถนะที่จำเป็นในยุค AI ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>AI Literacy </strong><strong>และจริยธรรมในการใช้ </strong><strong>AI</strong> กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่บัณฑิตทุกคนควรมี ไม่ใช่เพียงทักษะเสริม</li>



<li>ปริญญาไม่ได้สะท้อนเพียงความรู้เฉพาะสาขา แต่แสดงถึงความสามารถในการใช้ AI ร่วมกับความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ เช่น <strong>พยาบาลที่สามารถใช้ </strong><strong>AI </strong><strong>ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย</strong> หรือ <strong>นักการตลาดที่สามารถใช้ </strong><strong>Generative AI </strong><strong>ได้อย่างมีความรับผิดชอบ</strong></li>



<li>หลักสูตรที่ไม่บูรณาการ AI มีแนวโน้มถูกมองว่าล้าสมัย โดยเฉพาะในสาขาที่ AI ได้กลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานในการทำงานแล้ว</li>
</ul>



<p><strong>สรุป</strong> มหาวิทยาลัยในยุค AI ไม่ได้มุ่งผลิตบัณฑิตที่ &#8220;แข่งขันกับ AI&#8221; แต่เน้นการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถ <strong>ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวิจารณญาณ และมีจริยธรรม</strong> ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญสำหรับการทำงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์</p>



<p>source : news.osu</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/08/02/how-are-universities-adapting-curricula-for-an-ai-integrated-economy/">มหาวิทยาลัยกำลังปรับหลักสูตรอย่างไรเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่บูรณาการ AI</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/08/02/how-are-universities-adapting-curricula-for-an-ai-integrated-economy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการอุดมศึกษาในเอเชีย (ค.ศ. 2020–2026)</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/08/02/research-trends-in-ai-and-higher-education-across-asia-2020-2026/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=research-trends-in-ai-and-higher-education-across-asia-2020-2026</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/08/02/research-trends-in-ai-and-higher-education-across-asia-2020-2026/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2026 08:18:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[Good Idea!]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[artificial intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครู]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2114</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทนำ: เมื่อ AI ไม่ใช่เทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่เป็นส่วนหนึ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/08/02/research-trends-in-ai-and-higher-education-across-asia-2020-2026/">วิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการอุดมศึกษาในเอเชีย (ค.ศ. 2020–2026)</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" data-id="2116" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/research_trends_in_ai_and_higher_education_across_asia_20202026_qtyrgtf7x670esqzx0u6_1-1.png" alt="" class="wp-image-2116" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/research_trends_in_ai_and_higher_education_across_asia_20202026_qtyrgtf7x670esqzx0u6_1-1.png 1024w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/research_trends_in_ai_and_higher_education_across_asia_20202026_qtyrgtf7x670esqzx0u6_1-1-300x300.png 300w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/research_trends_in_ai_and_higher_education_across_asia_20202026_qtyrgtf7x670esqzx0u6_1-1-150x150.png 150w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/research_trends_in_ai_and_higher_education_across_asia_20202026_qtyrgtf7x670esqzx0u6_1-1-768x768.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/research_trends_in_ai_and_higher_education_across_asia_20202026_qtyrgtf7x670esqzx0u6_1-1-24x24.png 24w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/research_trends_in_ai_and_higher_education_across_asia_20202026_qtyrgtf7x670esqzx0u6_1-1-48x48.png 48w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/08/research_trends_in_ai_and_higher_education_across_asia_20202026_qtyrgtf7x670esqzx0u6_1-1-96x96.png 96w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</figure>



<p></p>



<p><strong>บทนำ: เมื่อ AI </strong><strong>ไม่ใช่เทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน</strong></p>



<p>หากย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน หลายคนยังมองว่า <strong>ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)</strong> เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในห้องทดลองหรือเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี <strong>ค.ศ. 2022</strong> เป็นต้นมา โดยเฉพาะหลังการเปิดตัวของ <strong>Generative AI</strong> เช่น ChatGPT โลกของการอุดมศึกษาได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>



<p>มหาวิทยาลัยทั่วเอเชียเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุกภารกิจ ตั้งแต่การเรียนการสอน การวิจัย การบริหารจัดการ ไปจนถึงการวางแผนเชิงนโยบายระดับสถาบัน สิ่งที่เคยเป็นเพียง &#8220;เครื่องมือช่วยงาน&#8221; ได้พัฒนาเป็น &#8220;โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล&#8221; ที่ส่งผลต่อวิธีคิด วิธีเรียน วิธีทำวิจัย และการเตรียมกำลังคนสำหรับตลาดแรงงานแห่งอนาคต</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รวดเร็วอย่างยิ่ง หลายมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวจากการทดลองใช้ AI ในวงจำกัด ไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกัน นักศึกษาและอาจารย์ก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ มีจริยธรรม และสามารถสร้างคุณค่าจากเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง</p>



<p>บทความนี้นำเสนอภาพรวมของแนวโน้มการวิจัยและการประยุกต์ใช้ AI ในการอุดมศึกษาของเอเชียระหว่างปี ค.ศ. 2020–2026 พร้อมทั้งวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างประเทศ โอกาส ความท้าทาย และผลกระทบที่นักศึกษามหาวิทยาลัยควรตระหนัก</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>1. </strong><strong>จากโครงการทดลองสู่ยุทธศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัย</strong></p>



<p>ในช่วงปี <strong>ค.ศ. 2020</strong><strong>–2022</strong> การใช้ AI ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังอยู่ในลักษณะของ <strong>โครงการนำร่อง (Pilot Projects)</strong> หรือการทดลองใช้งานในบางคณะและบางสาขาวิชา เช่น การใช้ Chatbot ตอบคำถามนักศึกษา ระบบตรวจข้อสอบอัตโนมัติ หรือระบบแนะนำรายวิชาที่เหมาะสมกับผู้เรียน</p>



<p>แม้โครงการเหล่านี้จะแสดงให้เห็นศักยภาพของ AI แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในระดับองค์กร เนื่องจากหลายมหาวิทยาลัยยังขาดงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และนโยบายที่ชัดเจน</p>



<p>จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน <strong>ค.ศ. 2022</strong> เมื่อ ChatGPT เปิดให้ประชาชนใช้งาน เครื่องมือ Generative AI สามารถสร้างข้อความ สรุปบทความ วิเคราะห์ข้อมูล เขียนโปรแกรม และตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มหาวิทยาลัยทั่วโลกต้องเร่งทบทวนแนวทางการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผล</p>



<p>ภายในปี <strong>ค.ศ. 2025</strong> มีโครงการ AI อย่างเป็นทางการในมหาวิทยาลัยเอเชียเกือบ <strong>1,000 </strong><strong>โครงการ</strong> สะท้อนว่า AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การวิจัย การบริหาร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>2. Generative AI: </strong><strong>จุดเปลี่ยนของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</strong></p>



<p>การถือกำเนิดของ <strong>Generative AI (GenAI)</strong> ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดของวงการอุดมศึกษาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกที่ AI สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่จากข้อมูลเดิมได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ สรุปเอกสาร แปลภาษา วิเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างภาพและโค้ดคอมพิวเตอร์</p>



<p>มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มบูรณาการเครื่องมือ เช่น ChatGPT, Google Gemini และ Microsoft Copilot เข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้เพื่อ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อธิบายแนวคิดที่ซับซ้อน</li>



<li>ช่วยวางแผนการเรียน</li>



<li>สนับสนุนการค้นคว้าวรรณกรรม</li>



<li>ช่วยตรวจสอบโค้ดคอมพิวเตอร์</li>



<li>ช่วยร่างบทความวิชาการ</li>



<li>ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำโครงงาน</li>
</ul>



<p>สำหรับนักศึกษา AI เปรียบเสมือน &#8220;ผู้ช่วยการเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมง&#8221; ที่สามารถตอบคำถาม อธิบายเนื้อหา และช่วยแก้ปัญหาได้ทันที อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนจำเป็นต้องพัฒนาทักษะในการตั้งคำถาม (Prompting Skills) การประเมินความถูกต้องของข้อมูล และการตรวจสอบอคติของ AI เพราะคำตอบที่ AI สร้างขึ้นไม่ได้ถูกต้องเสมอไป</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>3. </strong><strong>การเรียนการสอนยุคใหม่: จากการสอนแบบเดียวกันสู่การเรียนรู้เฉพาะบุคคล</strong></p>



<p>หนึ่งในประโยชน์สำคัญของ AI คือ <strong>Personalized Learning</strong> หรือการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน</p>



<p>ในอดีต อาจารย์ต้องใช้รูปแบบการสอนเดียวกันสำหรับนักศึกษาทั้งชั้นเรียน แม้ว่านักศึกษาแต่ละคนจะมีพื้นฐาน ความเร็วในการเรียนรู้ และความสนใจแตกต่างกัน</p>



<p>ปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนของนักศึกษา เช่น คะแนนสอบ ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนออนไลน์ จำนวนครั้งที่เข้าใช้งานระบบ และรูปแบบการตอบคำถาม เพื่อนำมาปรับเนื้อหา ระดับความยาก และกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล</p>



<p>นอกจากนี้ AI ยังสามารถตรวจจับนักศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อการเรียนไม่สำเร็จผ่านเทคนิค <strong>Predictive Analytics</strong> ทำให้อาจารย์สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือได้ก่อนที่จะเกิดปัญหารุนแรง เช่น ผลการเรียนตก การขาดเรียน หรือการลาออกกลางคัน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่งานวิจัยพบว่าการใช้งานจริงยังแตกต่างกันมากระหว่างประเทศ เนื่องจากปัจจัยด้านความพร้อมของอาจารย์ ทักษะดิจิทัลของบุคลากร และวัฒนธรรมองค์กร</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>4. AI </strong><strong>กับการปฏิวัติงานวิจัย</strong></p>



<p>AI ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะห้องเรียน แต่ยังเปลี่ยนวิธีการทำวิจัยของนักวิชาการอย่างสิ้นเชิง</p>



<p>ในอดีต นักวิจัยอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการค้นหาและอ่านบทความหลายร้อยเรื่อง แต่ปัจจุบัน AI สามารถช่วยสรุปวรรณกรรม วิเคราะห์แนวโน้มของงานวิจัย และค้นหาช่องว่างขององค์ความรู้ได้ภายในเวลาอันสั้น</p>



<p>นอกจากนี้ AI ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สร้างแบบจำลองทางสถิติ วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ จำแนกข้อมูลดาวเทียม และช่วยเขียนโค้ดสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ศักยภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมหาวิทยาลัยมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เช่น ศูนย์ประมวลผลสมรรถนะสูง (High Performance Computing: HPC) ระบบคลาวด์ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง</p>



<p>สิงคโปร์และฮ่องกงถือเป็นผู้นำในด้านนี้ ขณะที่มหาวิทยาลัยจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนายังคงเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>5. </strong><strong>ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล: ความท้าทายที่เอเชียยังต้องเผชิญ</strong></p>



<p>แม้หลายประเทศจะลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนายังไม่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม</p>



<p>ประเทศที่มีรายได้สูง เช่น สิงคโปร์และฮ่องกง มีโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และนโยบายที่พร้อมต่อการประยุกต์ใช้ AI ในทุกมิติ</p>



<p>ในทางตรงกันข้าม หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเผชิญปัญหา เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังไม่ครอบคลุม</li>



<li>ความพร้อมของอาจารย์แตกต่างกัน</li>



<li>งบประมาณด้านเทคโนโลยีมีจำกัด</li>



<li>นักศึกษาในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ยาก</li>
</ul>



<p>ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวอาจส่งผลให้โอกาสทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยขยายตัวมากขึ้น หากไม่มีการลงทุนและนโยบายที่ช่วยลดช่องว่างด้านดิจิทัล</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>6. </strong><strong>นักศึกษามหาวิทยาลัยควรเตรียมตัวอย่างไร</strong></p>



<p>ในยุคที่ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเรียนรู้ นักศึกษาไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับ AI แต่ควรเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>ทักษะสำคัญที่ควรพัฒนา ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ความรู้ด้าน AI (AI Literacy)</li>



<li>การตั้งคำถามกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ (Prompt Engineering)</li>



<li>การคิดวิเคราะห์และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล</li>



<li>จริยธรรมในการใช้ AI</li>



<li>การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล</li>



<li>การอ้างอิงแหล่งข้อมูลอย่างถูกต้อง</li>



<li>การใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียนรู้</li>
</ul>



<p>นักศึกษาที่สามารถใช้ AI เป็น &#8220;ผู้ช่วย&#8221; มากกว่า &#8220;ผู้แทน&#8221; จะมีความได้เปรียบทั้งในการเรียน การวิจัย และการทำงานในอนาคต</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>บทสรุป</strong></p>



<p>ในช่วงปี ค.ศ. 2020–2026 การพัฒนา AI ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการอุดมศึกษาในเอเชียอย่างลึกซึ้ง จากเดิมที่ AI เป็นเพียงเทคโนโลยีเฉพาะทาง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดการศึกษา การวิจัย และการบริหารมหาวิทยาลัย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการใช้ AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนานโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ</p>



<p>สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย AI จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่ช่วยทำงานให้เร็วขึ้น หากแต่เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ วิธีคิด วิธีวิจัย และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในศตวรรษที่ 21 ผู้ที่เข้าใจ AI ใช้อย่างมีวิจารณญาณ และสามารถผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เข้ากับศักยภาพของ AI ได้ จะเป็นผู้ที่พร้อมรับมือกับโลกการทำงานและสังคมแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคง</p>



<p> source: timeshighereducation</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/08/02/research-trends-in-ai-and-higher-education-across-asia-2020-2026/">วิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการอุดมศึกษาในเอเชีย (ค.ศ. 2020–2026)</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/08/02/research-trends-in-ai-and-higher-education-across-asia-2020-2026/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Why Adaptability Will Be the Most Important Skill in 2030</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/07/19/why-adaptability-will-be-the-most-important-skill-in-2030/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=why-adaptability-will-be-the-most-important-skill-in-2030</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/07/19/why-adaptability-will-be-the-most-important-skill-in-2030/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Jul 2026 11:18:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[EduBright Infographics]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[artificial intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2108</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทักษะการปรับตัว (Adaptability): เหตุใดจึงเป็นทักษะที่สำ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/07/19/why-adaptability-will-be-the-most-important-skill-in-2030/">Why Adaptability Will Be the Most Important Skill in 2030</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/why_adaptability_will_be_the_most_important_skill_in_2030__mznh455jfqx89fojk6jk_1-683x1024.png" alt="" class="wp-image-2109" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/why_adaptability_will_be_the_most_important_skill_in_2030__mznh455jfqx89fojk6jk_1-683x1024.png 683w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/why_adaptability_will_be_the_most_important_skill_in_2030__mznh455jfqx89fojk6jk_1-200x300.png 200w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/why_adaptability_will_be_the_most_important_skill_in_2030__mznh455jfqx89fojk6jk_1-768x1152.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/why_adaptability_will_be_the_most_important_skill_in_2030__mznh455jfqx89fojk6jk_1.png 832w" sizes="auto, (max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>ทักษะการปรับตัว (Adaptability): </strong><strong>เหตุใดจึงเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในปี ค.ศ. 2030</strong></p>



<p><strong>บทนำ</strong></p>



<p>ในปี ค.ศ. 2030 <strong>ทักษะการปรับตัว (Adaptability)</strong> มีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้ชีวิต การศึกษา และการทำงาน เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation) การแข่งขันระดับโลก และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม</p>



<p>ในอดีต การมีความรู้เฉพาะทางเพียงอย่างเดียวอาจเพียงพอสำหรับการประกอบอาชีพ แต่ในอนาคต <strong>ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และนำความรู้เดิมมาประยุกต์ใช้ในบริบทใหม่</strong> จะมีความสำคัญมากกว่าการจดจำความรู้เพียงอย่างเดียว</p>



<p>งานวิจัยของ <strong>OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development)</strong> และ <strong>Nesta</strong> ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านนวัตกรรมของสหราชอาณาจักร ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ความสามารถในการปรับตัวช่วยให้บุคคลสามารถเรียนรู้ท่ามกลางความไม่แน่นอน ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (OECD, 2023; Nesta, 2017)</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>ความหมายของ Adaptability</strong></p>



<p>OECD ให้ความหมายของ <strong>Adaptability</strong> ว่า</p>



<p>&#8220;ความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิธีคิด และการตัดสินใจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือมีความไม่แน่นอน โดยอาศัยประสบการณ์เดิมร่วมกับข้อมูลหรือความรู้ใหม่&#8221;</p>



<p>กล่าวอีกนัยหนึ่ง Adaptability ไม่ใช่เพียงการ &#8220;ยอมรับการเปลี่ยนแปลง&#8221; แต่หมายถึง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การเรียนรู้จากประสบการณ์</li>



<li>การเปิดรับข้อมูลใหม่</li>



<li>การเปลี่ยนวิธีคิดเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน</li>



<li>การตัดสินใจอย่างยืดหยุ่น</li>



<li>การแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย</li>
</ul>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>เหตุใด Adaptability </strong><strong>จึงมีความสำคัญในปี 2030</strong></p>



<p><strong>1. AI </strong><strong>และระบบอัตโนมัติจะเปลี่ยนรูปแบบงาน</strong></p>



<p>ปัจจุบัน AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลายด้าน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วิเคราะห์ข้อมูล</li>



<li>เขียนรายงาน</li>



<li>แปลภาษา</li>



<li>เขียนโปรแกรม</li>



<li>สร้างภาพและวิดีโอ</li>



<li>ตอบคำถามลูกค้า</li>
</ul>



<p>World Economic Forum (2025) คาดการณ์ว่า หลายอาชีพจะถูกปรับเปลี่ยนจาก AI ไม่ใช่เพราะงานทั้งหมดหายไป แต่เพราะ <strong>ลักษณะงาน (Job Tasks)</strong> เปลี่ยนแปลง</p>



<p>ดังนั้น คนทำงานจำเป็นต้อง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เรียนรู้เครื่องมือใหม่</li>



<li>ทำงานร่วมกับ AI</li>



<li>เปลี่ยนบทบาทตามความต้องการขององค์กร</li>
</ul>



<p>ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าผู้ที่ยึดติดกับวิธีการเดิม</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>2. </strong><strong>ความรู้เฉพาะทางมีอายุสั้นลง</strong></p>



<p>ในอดีต ความรู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยสามารถใช้ทำงานได้หลายสิบปี</p>



<p>แต่ในปัจจุบัน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกปี</li>



<li>ซอฟต์แวร์อัปเดตตลอดเวลา</li>



<li>เครื่องมือ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว</li>



<li>หลายอาชีพเกิดใหม่</li>
</ul>



<p>ดังนั้น นักศึกษาไม่สามารถเรียนเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดชีวิตได้อีกต่อไป</p>



<p>OECD ระบุว่า</p>



<p>&#8220;ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)&#8221;</p>



<p>และ Adaptability คือทักษะที่ทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเกิดขึ้นได้จริง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>3. </strong><strong>โลกการทำงานมีความไม่แน่นอนมากขึ้น</strong></p>



<p>Nesta ศึกษาแนวโน้มแรงงานปี 2030 พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บางอาชีพจะเติบโต</li>



<li>บางอาชีพจะหายไป</li>



<li>หลายอาชีพจะเปลี่ยนรูปแบบ</li>
</ul>



<p>แรงงานจึงต้องสามารถ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เปลี่ยนสายงาน</li>



<li>เรียนรู้ทักษะใหม่</li>



<li>ใช้เครื่องมือใหม่</li>



<li>ทำงานข้ามสาขาวิชา</li>
</ul>



<p>ตัวอย่าง</p>



<p>นักบัญชีอาจต้องเรียนรู้ AI</p>



<p>วิศวกรอาจต้องใช้ Data Analytics</p>



<p>ครูต้องใช้ AI ในการออกแบบการเรียนรู้</p>



<p>แพทย์ต้องใช้ระบบ AI ช่วยวินิจฉัยโรค</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>งานวิจัยสนับสนุน</strong></p>



<p>OECD ระบุว่า Adaptability มีความสัมพันธ์กับคุณลักษณะสำคัญหลายประการ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity)</li>



<li>การเปิดรับความคิดเห็นใหม่ (Open-mindedness)</li>



<li>ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience)</li>



<li>การยอมรับความไม่แน่นอน (Tolerance for Ambiguity)</li>



<li>ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)</li>



<li>การแก้ปัญหา (Problem Solving)</li>
</ul>



<p>กล่าวคือ Adaptability ไม่ใช่ทักษะเดี่ยว แต่เป็น &#8220;ทักษะเหนือทักษะ&#8221; (Meta-skill) ที่ช่วยเสริมสร้างและเชื่อมโยงทักษะอื่น ๆ ให้สามารถนำไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>Adaptability </strong><strong>กับการศึกษา</strong></p>



<p>สำหรับนักศึกษา Adaptability หมายถึง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การเรียนรู้ด้วยตนเอง</li>



<li>การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตร</li>



<li>การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการเรียน</li>



<li>การทำงานร่วมกับเพื่อนที่มีความแตกต่าง</li>



<li>การคิดวิเคราะห์ในสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบตายตัว</li>
</ul>



<p>OECD แนะนำให้สถาบันการศึกษาพัฒนาทักษะนี้ผ่านกิจกรรม เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Problem-Based Learning (PBL)</li>



<li>Project-Based Learning</li>



<li>Simulation</li>



<li>Game-based Learning</li>



<li>Case Study</li>
</ul>



<p>กิจกรรมเหล่านี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาเผชิญปัญหาที่ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริง และฝึกการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>Adaptability </strong><strong>กับการทำงาน</strong></p>



<p>ในตลาดแรงงานปี 2030 นายจ้างไม่ได้มองเพียงว่า</p>



<p>&#8220;คุณรู้อะไร&#8221;</p>



<p>แต่ยังถามว่า</p>



<p>&#8220;คุณเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วแค่ไหน&#8221;</p>



<p>คนที่มี Adaptability สามารถ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เปลี่ยนตำแหน่งงานได้</li>



<li>เปลี่ยนอุตสาหกรรมได้</li>



<li>ใช้เทคโนโลยีใหม่ได้</li>



<li>ทำงานร่วมกับ AI ได้</li>



<li>เรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>



<p>จึงมีแนวโน้มได้รับโอกาสในการทำงานและความก้าวหน้าในอาชีพมากกว่า</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>เหตุใด Adaptability </strong><strong>จึงสำคัญกว่าทักษะอื่น</strong></p>



<p>ความรู้ทางเทคนิค (Technical Skills)</p>



<p>เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การเขียนโปรแกรม</li>



<li>การใช้โปรแกรม Microsoft Excel</li>



<li>การออกแบบกราฟิก</li>



<li>การใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง</li>
</ul>



<p>สามารถล้าสมัยได้เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน</p>



<p>แต่ Adaptability ไม่ล้าสมัย เพราะเป็นทักษะที่ช่วยให้บุคคลสามารถเรียนรู้และอัปเดตความรู้ใหม่ได้ตลอดเวลา</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการจำนวนมากจึงจัดให้ Adaptability เป็น <strong>Meta-skill</strong> หรือ &#8220;ทักษะเหนือทักษะ&#8221; เนื่องจากเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>ตัวอย่างในบริบทประเทศไทย</strong></p>



<p>สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ทักษะการปรับตัวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และนโยบาย <strong>Thailand 4.0</strong> ซึ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้หลายอาชีพต้องใช้ AI การวิเคราะห์ข้อมูล และการทำงานแบบสหวิชาชีพ (Interdisciplinary Work) มากขึ้น ดังนั้น บัณฑิตไทยจึงควรพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานทั้งในประเทศและระดับนานาชาติได้</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p><strong>บทสรุป</strong></p>



<p>กล่าวโดยสรุป <strong>Adaptability</strong> เป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับปี ค.ศ. 2030 เพราะช่วยให้บุคคลสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เรียนรู้สิ่งใหม่ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน งานวิจัยของ OECD และ Nesta สนับสนุนว่า ความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับ <strong>การคิดอย่างยืดหยุ่น (Flexible Thinking)</strong> <strong>การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)</strong> และ <strong>ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</strong></p>



<p>สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย การพัฒนาทักษะการปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประกอบอาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการเป็นพลเมืองที่สามารถรับมือกับความท้าทายในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />



<p>Source : <strong>เอกสารอ้างอิง (รูปแบบ APA 7th Edition)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Nesta. (2017). <em>The Future of Skills: Employment in 2030</em>. <a href="https://media.nesta.org.uk/documents/the_future_of_skills_employment_in_2030_0.pdf">https://media.nesta.org.uk/documents/the_future_of_skills_employment_in_2030_0.pdf</a></li>



<li>OECD. (2023). <em>OECD Learning Compass 2030: Adaptability</em>. <a href="https://www.oecd.org/education/2030-project/">https://www.oecd.org/education/2030-project/</a></li>



<li>World Economic Forum. (2025). <em>The Future of Jobs Report 2025</em>. <a href="https://www.weforum.org/reports/the-future-of-jobs-report-2025/">https://www.weforum.org/reports/the-future-of-jobs-report-2025/</a></li>
</ul>



<p><strong>หมายเหตุสำหรับนักศึกษา:</strong> เมื่ออ้างอิงในเนื้อหา (in-text citation) สามารถใช้รูปแบบ เช่น <em>(OECD, 2023)</em>, <em>(Nesta, 2017)</em> และ <em>(World Economic Forum, 2025)</em> ตามมาตรฐาน APA 7th Edition.</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/07/19/why-adaptability-will-be-the-most-important-skill-in-2030/">Why Adaptability Will Be the Most Important Skill in 2030</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/07/19/why-adaptability-will-be-the-most-important-skill-in-2030/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Will AI Make University Degrees Less Valuable by 2030</title>
		<link>https://edubrights.com/resource/2026/07/05/will-ai-make-university-degrees-less-valuable-by-2030/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=will-ai-make-university-degrees-less-valuable-by-2030</link>
					<comments>https://edubrights.com/resource/2026/07/05/will-ai-make-university-degrees-less-valuable-by-2030/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[nattariya]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Jul 2026 13:38:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EdTech News]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[artificial intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Edtech]]></category>
		<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[student]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://edubrights.com/resource/?p=2104</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะทำให้ปริญญามหาวิทยาลัยมีคุณค่าน้อย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/07/05/will-ai-make-university-degrees-less-valuable-by-2030/">Will AI Make University Degrees Less Valuable by 2030</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/will_ai_make_university_degrees_less_valuable_by_2030_k8puyxp0f67eysihy7yq_1-683x1024.png" alt="" class="wp-image-2105" srcset="https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/will_ai_make_university_degrees_less_valuable_by_2030_k8puyxp0f67eysihy7yq_1-683x1024.png 683w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/will_ai_make_university_degrees_less_valuable_by_2030_k8puyxp0f67eysihy7yq_1-200x300.png 200w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/will_ai_make_university_degrees_less_valuable_by_2030_k8puyxp0f67eysihy7yq_1-768x1152.png 768w, https://edubrights.com/resource/wp-content/uploads/2026/07/will_ai_make_university_degrees_less_valuable_by_2030_k8puyxp0f67eysihy7yq_1.png 832w" sizes="auto, (max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>ปัญญาประดิษฐ์ (AI) </strong><strong>จะทำให้ปริญญามหาวิทยาลัยมีคุณค่าน้อยลงภายในปี ค.ศ. 2030 </strong><strong>หรือไม่</strong></p>



<p>ภายในปี ค.ศ. 2030 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มีแนวโน้มที่จะทำให้ <strong>ปริญญาบางสาขามีคุณค่าลดลง</strong> แต่ไม่น่าจะทำให้ <strong>ปริญญามหาวิทยาลัยโดยรวมหมดความสำคัญ</strong> สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงคือ นายจ้างจะให้ความสำคัญกับ <strong>ทักษะ ความสามารถ และหลักฐานที่แสดงว่าผู้สำเร็จการศึกษาสามารถปฏิบัติงานได้จริง</strong> มากกว่าการพิจารณาเพียงวุฒิการศึกษา โดยเฉพาะในอาชีพที่ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมาก</p>



<p><strong>การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น</strong></p>



<p>ปัจจุบัน ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนไปสู่การจ้างงานที่ให้ความสำคัญกับ <strong>ทักษะ (Skills-based Hiring)</strong> มากขึ้น โดยเฉพาะในตำแหน่งงานที่ได้รับผลกระทบจาก AI รายงาน <strong>PwC Global AI Jobs Barometer 2025</strong> ระบุว่า ในช่วงปี ค.ศ. 2019–2024 สัดส่วนของประกาศรับสมัครงานที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีวุฒิปริญญา ลดลงจาก <strong>43% </strong><strong>เหลือ 38%</strong> สำหรับตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะเดียวกัน ทักษะที่นายจ้างต้องการในงานกลุ่มนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าอาชีพอื่นถึง <strong>66%</strong> ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า นายจ้างกำลังให้ความสำคัญกับ <strong>สิ่งที่ผู้สมัครสามารถทำได้ในปัจจุบัน</strong> มากกว่าสิ่งที่เคยเรียนมาเมื่อหลายปีก่อน</p>



<p>นอกจากนี้ AI ยังช่วยให้บุคคลสามารถเรียนรู้ความรู้เฉพาะทางได้รวดเร็วและเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นแหล่งความรู้เพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีต อย่างไรก็ตาม สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งก็ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัวด้วยการนำ AI มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน การวิจัย การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) และการสนับสนุนนักศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล</p>



<p><strong>เหตุใดปริญญาจึงยังคงมีความสำคัญ</strong></p>



<p>แม้ AI จะสามารถช่วยในการเรียนรู้และทำงานได้มากขึ้น แต่ <strong>ปริญญามหาวิทยาลัยยังคงมีคุณค่าในหลายมิติ</strong> เพราะปริญญาไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานว่าผู้เรียนได้รับความรู้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความสามารถในการทำงานระยะยาวภายใต้มาตรฐานทางวิชาการที่องค์กรต่าง ๆ ให้การยอมรับ</p>



<p>ผลการศึกษาของ PwC ยังชี้ให้เห็นว่า แม้งานหลายประเภทจะได้รับการเสริมด้วย AI หรือมีระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วย แต่ตำแหน่งงานส่วนใหญ่ยังคงต้องการผู้สมัครที่มีวุฒิปริญญา นั่นหมายความว่า การศึกษาระดับอุดมศึกษายังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการประกอบอาชีพจำนวนมาก</p>



<p>โดยเฉพาะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับ <strong>กฎหมาย จริยธรรม การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และความเชื่อมั่นของสังคม</strong> เช่น แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ การศึกษา และงานภาครัฐ สาขาเหล่านี้ไม่น่าจะลดความสำคัญของปริญญาในระยะเวลาอันใกล้ เพราะสังคมต้องการบุคลากรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ใช่เพียงผู้ที่สามารถใช้ AI ทำงานได้รวดเร็ว</p>



<p>ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า <strong>&#8220;</strong><strong>ปริญญาจะยังจำเป็นหรือไม่&#8221;</strong> แต่เป็นคำถามว่า <strong>&#8220;</strong><strong>ปริญญาสาขาใดจะยังคงมีคุณค่าในตลาดแรงงาน&#8221;</strong></p>



<p><strong>ปริญญาที่มีความเสี่ยงมากที่สุด</strong></p>



<p>ปริญญาที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ หลักสูตรที่เน้นการท่องจำ ถ่ายทอดความรู้แบบเดิม หรือวัดผลด้วยงานที่ AI สามารถสร้างหรือช่วยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากหลักสูตรขาดการฝึกปฏิบัติ ขาดประสบการณ์จริง หรือไม่เชื่อมโยงกับความต้องการของอุตสาหกรรม นายจ้างอาจให้ความสำคัญกับ <strong>แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)</strong> การฝึกงาน ใบรับรองวิชาชีพ (Professional Certifications) และประสบการณ์จากโครงการจริง มากกว่าวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว</p>



<p>แม้แต่ปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำก็อาจเผชิญแรงกดดัน หาก AI ทำให้การเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงเป็นเรื่องง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำจะสูญเสียคุณค่า แต่ข้อได้เปรียบของมหาวิทยาลัยเหล่านี้อาจเปลี่ยนจาก <strong>ความพิเศษในการเข้าศึกษา</strong> ไปสู่ <strong>คุณภาพของบัณฑิต เครือข่ายศิษย์เก่า ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และชื่อเสียงของสถาบัน</strong></p>



<p><strong>ปริญญาแบบใดที่จะยังคงมีคุณค่า</strong></p>



<p>ปริญญาที่มีความยืดหยุ่นและมีคุณค่าในอนาคต คือ หลักสูตรที่ผสมผสาน <strong>ความรู้เชิงลึกในสาขาวิชา</strong> เข้ากับ <strong>ทักษะของมนุษย์</strong> และ <strong>ความสามารถในการใช้ AI </strong><strong>อย่างมีประสิทธิภาพ</strong></p>



<p>สาขาวิชาที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) การตัดสินใจเชิงจริยธรรม การสื่อสาร ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง จะยังคงเป็นที่ต้องการ เนื่องจากทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์</p>



<p>นอกจากนี้ ปริญญาจะมีคุณค่ามากขึ้น หากหลักสูตรมีความเชื่อมโยงกับประสบการณ์การทำงานจริง ผ่านการฝึกงาน ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม งานวิจัย หรือโครงการที่สามารถแสดงผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นายจ้างในอนาคตกำลังมองหาผู้สำเร็จการศึกษาที่สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ผลลัพธ์ และตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ</p>



<p>กล่าวอีกนัยหนึ่ง <strong>ปริญญาจะมีคุณค่าเมื่อเป็นหลักฐานของ &#8220;ความสามารถ&#8221; (Capability) </strong><strong>มากกว่าการเป็นเพียง &#8220;ใบรับรอง&#8221; (Certificate)</strong></p>



<p><strong>แนวโน้มภายในปี ค.ศ. 2030</strong></p>



<p>ภายในปี ค.ศ. 2030 ปริญญามหาวิทยาลัยอาจมีคุณค่า <strong>ลดลงในฐานะเครื่องยืนยันความสามารถเพียงอย่างเดียว</strong> แต่จะมีคุณค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของ <strong>ชุดทักษะ (Skills Profile)</strong> ที่ครอบคลุมมากขึ้น</p>



<p>นักศึกษาที่เรียนควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้าน AI การฝึกงาน การทำวิจัย การสร้างโครงการจริง การแข่งขันทางวิชาการ และการฝึกแก้ปัญหาในสถานการณ์การทำงาน จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดแรงงานมากกว่าผู้ที่มีเพียงวุฒิปริญญาแต่ขาดประสบการณ์และทักษะที่จำเป็น</p>



<p>ในทางกลับกัน ผู้ที่พึ่งพาปริญญาเพียงอย่างเดียวอาจพบว่า วุฒิการศึกษาไม่สามารถรับประกันโอกาสในการทำงานได้เหมือนในอดีต เนื่องจากตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และนายจ้างสามารถประเมินทักษะของผู้สมัครได้จากผลงานจริงมากขึ้น</p>



<p><strong>บทสรุป</strong></p>



<p>การคาดการณ์ที่มีเหตุผลที่สุด คือ AI จะ <strong>ไม่ทำให้ปริญญามหาวิทยาลัยหมดคุณค่า</strong> แต่จะทำให้ <strong>คุณค่าของปริญญาแต่ละประเภทแตกต่างกันมากขึ้น</strong> AI จะลดคุณค่าของวุฒิการศึกษาบางสาขา เพิ่มความสำคัญของทักษะเชิงปฏิบัติ และผลักดันให้มหาวิทยาลัยต้องพิสูจน์บทบาทและความเกี่ยวข้องกับโลกการทำงานอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น</p>



<p>ดังนั้น ภายในปี ค.ศ. 2030 ปริญญามหาวิทยาลัยจะยังคงมีความสำคัญ แต่ปริญญาที่มีคุณค่ามากที่สุดจะเป็นปริญญาที่สะท้อนให้เห็นถึง <strong>ความสามารถในการปรับตัว การเรียนรู้ตลอดชีวิต การใช้ AI </strong><strong>อย่างเหมาะสม และการประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง</strong> มากกว่าการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรเพียงอย่างเดียว</p>



<p>Source: CNBC.com</p>
<p>The post <a href="https://edubrights.com/resource/2026/07/05/will-ai-make-university-degrees-less-valuable-by-2030/">Will AI Make University Degrees Less Valuable by 2030</a> appeared first on <a href="https://edubrights.com/resource">EduBright Resources</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://edubrights.com/resource/2026/07/05/will-ai-make-university-degrees-less-valuable-by-2030/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
